หน้าแรก คอลัมนิสต์ วัชรา จรูญสันติกุล ตลาดเงินยุโรปส่อเค้าป่วน อิตาลีขอออกจากอียู

ตลาดเงินยุโรปส่อเค้าป่วน อิตาลีขอออกจากอียู

608
0
แบ่งปัน
การเมืองอิตาลี

หลังจากที่ 2 พรรคที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลีคือ พรรค Five Star Movement และพรรค League ซึ่งได้รับคะแนนนิยมสูงสุดในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และได้ชื่อว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับรัฐบาล จับมือร่วมกันประกาศนำอิตาลีออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และเรียกร้องให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยกเลิกหนี้สาธารณะของอิตาลี

โดยอ้างว่า กฏข้อบังคับที่เข้มงวดต่างๆ ของ ECB ไม่สามารถสนับสนุนเศรษฐกิจได้ จีงยื่นข้อเสนอต่อ ECB อนุญาตให้ชาติสมาชิกออกจากสหภาพการเงิน เพื่อที่จะมีอำนาจในการบริหารนโยบายทางการเงินของตนเอง หลังจากได้มีการหารือกันถึงเรื่องดังกล่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ หนังสือข้อเสนอดังกล่าวระบุอีกว่า เมื่อสิ้นสุดโครงการซื้อบอนด์ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) แล้ว ECB ควรยกเลิกการถือครองบอนด์รัฐบาลอิตาลีอายุ 10 ปีจำนวน 250,000 ล้านยูโร หรือราว 297,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยลดหนี้สาธารณะของอิตาลีลงได้ 10% เท่ากับเป็นการยกเลิกหนี้ดังกล่าวให้กับอิตาลีนั่นเอง

ทั้งนี้ หนี้สาธารณะของอิตาลีมีทั้งสิ้น 2.302 ล้านล้านยูโรเมื่อเดือนมีนาคม 2018 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 2.30 ล้านล้านยูโรในเดือนกรกฎาคม 2017

สัญญาณความเสี่ยงส่งต่อระบบการเงินในยุโรปเกิดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากระบบการเงินของอิตาลีมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในยุโรป และเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มยูโรโซน จึงถูกจับตามองจากนักลงทุนทั่วโลกว่าอาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปอีกครั้ง

หลังจากที่เคยเกิดระลอกแรก ซึ่ง ECB ต้องเข้าอุ้มวิกฤติหนี้ของกรีซถึง 3 ครั้ง ซึ่งต่อมาวิกฤติหนี้ดังกล่าวได้ส่งผลมากถึง Spain และ Portugal  ที่ทำให้ ECB ต้องเข้าไปซื้อบอนด์รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศเพื่ออุ้มระบบการเงินทั้งในสเปนและโปรตุเกส เพราะกลัวว่าจะส่งผลกลายเป็นวิกฤติหนี้ในกลุ่ม PIGS โดยที่มีอิตาลีติดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

ขณะที่วิกฤติหนี้ระลอก 2 ที่เกิดขึ้นในไซปรัส แมัจะไม่ใช่ระลอกใหญ่ แต่ ECB ก็เลือกใช้วิธีผสมผสานทั้งการซื้อบอนด์เพื่ออุ้มหรือเรียกว่า Bail-out สถาบันการเงินของไซปรัส ขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการยึดเงินฝากของประชาชนบางส่วนเพื่อเก็บไว้เป็นสภาพคล่องในสถาบันการเงิน ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า Bail-in

ล่าสุด มาริโอ ดรากี ประธาน ECB ยังส่งสัญญาณว่าจะใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินต่อไปในอีกหลายเดือนข้างหน้า นอกจากนี้ ECB ยังคงมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่อัตรา -0.4% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25%

ECB ยังประกาศคงวงเงินในโครงการซื้อบอนด์ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) วงเงิน 30,000 ล้านยูโรต่อเดือน เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องในระบบการเงินยุโรปต่อไปจนถึงเดือนกันยายนปีนี้

ท่ามกลางการทิ้งโจทย์ใหญ่ของการเมืองในอิตาลีที่กำลังเปิดปมความเสี่ยงใหม่ที่อาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความผันผวนของตลาดการเงินยุโรปในระยะอันใกล้นี้