หน้าแรก กองทุน เฟ้น 3 ธีมเลือกลงทุนกองทุนรวมปี 61 จาก บล.ฟิลลิป

เฟ้น 3 ธีมเลือกลงทุนกองทุนรวมปี 61 จาก บล.ฟิลลิป

2428
0
แบ่งปัน
บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ บล.ฟิลลิป จัดอันดับกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นประจำปี 2560 พร้อมแนะนำการลงทุนในกองทุนรวมสำหรับธีมการลงทุนปี 2561 ขณะที่กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นยุโรปและญี่ปุ่น แนะให้ทยอยลดพอร์ตการลงทุนลง

ทั้งนี้ บล.ฟิลลิป จัดอันดับกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น ประจำปี 2560 อันดับ 1 ได้แก่ กองทุนหุ้นจีน นำโดยกองทุนเปิดแอสเซทพลัสไชน่า (ASP-CHINA) ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 51.31% สูงสุดเมื่อเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกัน

อันดับ 2 กองทุนหุ้นญี่ปุ่นขนาดกลาง-เล็ก นำโดย กองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เจแปน สมอล แอนด์ มิด แคป ฟันด์ (UOBSJSM) ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี สูงสุดในกลุ่มที่ 41.84%

อันดับ 3 กองทุนหุ้นอินเดีย นำโดยกองทุนเปิด เคแทม อินเดีย อิควิตี้ฟันด์ (KT-INDIA-A) ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีที่ 41.44%  สูงสุดในกลุ่ม

อันดับ 4 กองทุนหุ้นไฟแนนซ์ไทย นำโดยกองทุนเปิดกรุงศรีไฟแนนเชี่ยลไฟกัสปันผล (KFFIN-D) ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 41.13% สูงสุดในกลุ่ม

และ อันดับ 5 กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ ซึ่งกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดเมื่อเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกัน คือกองทุนเปิดแอสเซทพลัสบริค (ASP-BRIC) ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีที่ 40.98%

“จะเห็นได้ว่ากองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในเอเชียและตลาดเกิดใหม่ โดยให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากมีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง และคาดว่าจะต่อเนื่องในปีนี้” สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล ผู้อำนวยการ ฝ่ายที่ปรึกษาบริหารเงินลงทุน บล.ฟิลลิป กล่าว

สำหรับปี 2561 มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนขึ้น เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกตัวเริ่มทำงานดีขึ้น โดยปัจจัยหลักที่นำเศรษฐกิจคือ การลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และการเลือกตั้ง

โดยธีมการลงทุนในกองทุนรวมสำหรับปีนี้ที่ บล.ฟิลลิป แนะนำ ดังนี้

กองทุนหุ้นไทย มีความน่าสนใจหลังจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาด โดยได้รับอานิสงค์จากภาคการท่องเที่ยว และการส่งออก ส่วนเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐ จะกระตุ้นให้การลงทุนภาคเอกชนกลับมา เกิดการกระจายตัวของรายได้ และกระตุ้นการบริโภค โดยในแง่ของ Valuation ปัจจุบันถือว่ายังไม่แพงมาก

กองทุนหุ้นจีน เศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพมากขึ้น รัฐบาลจีนยังคงใช้นโยบาย Rebalancing โดยเปลี่ยนจากการพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนของภาครัฐ มาให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขึ้นสูงแทน

ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจจีนจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่เชื่อว่าจะส่งผลดีในระยะยาว และในแง่ของ Valuation ปัจจุบันถือว่ายังไม่แพงมาก

กองทุนหุ้นเฮลท์แคร์ แม้ว่าราคาจะมีการปรับตัวลงมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐของสหรัฐ แต่ด้วยโครงสร้างประชากรทั่วโลกที่มีปริมาณผู้สูงอายุมากขึ้น ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เพิ่มขึ้น และนโยบายปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ เอื้อประโยชน์ต่อหุ้นกลุ่มนี้

จึงมองว่าเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว และปัจจุบันยังซื้อขายกันอยู่ในระดับราคาที่ถูกกว่า เอสแอนด์พี 500

 

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

4โมเดลจัดพอร์ตลงทุนปี 61 ลดความเสี่ยง

หลักเลือกซื้อกองทุน สร้างผลตอบแทนสูงสุด

จัดพอร์ตลงทุนรับปีจอ แนวโน้มตลาดทุนสดใส