Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล เรียนรู้เรื่องเงินจาก ‘กรงกรรม’

เรียนรู้เรื่องเงินจาก ‘กรงกรรม’

1215
0
SHARE
ขวัญชนก

ลาจอไปแล้วสำหรับละครที่กระแสแรงที่สุดอีกเรื่องหนึ่งอย่าง “กรงกรรม” ใครไม่ได้ดู ไม่เคยดูก็ไม่ต้องเสียดาย ไม่ใช่เรื่องใหญ่ค่ะ ไม่ได้ถือว่าพลาดอะไร

ความแรงของ “กรงกรรม” นอกจากจะมาเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ก็ต้องยอมรับว่า นักแสดงแต่ละคนนั้นโดดเด่นเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นใหม่ เจริญปุระ ที่หายจากงานแสดงไปนาน กลับมารับบท “ย้อย” แม่ของลูกชาย 4คนที่รักลูก หวังดีกับลูก แบบเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ และจัดการบงการทุกอย่างในชีวิตลูก โดยเฉพาะเรื่องครอบครัว ส่วนนักแสดงที่เหลือก็ต้องบอกว่า ฝีมือล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นเบลล่า –ราณี แคมเปน กับบท “เรณู” สาวแกร่งที่ชีวิตผิดพลาดในวัยเยาว์ ผลักดันให้เธอต้องเลือกอาชีพโสเภณี จนสุดท้ายได้เป็นสะใภ้ใหญ่ของ “บ้านแบ้” ที่มีย้อยเป็นผู้กุมอำนาจทั้งหมด หรือ “เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข” รับบท “อาซา” ลูกชายคนที่ 3 ของย้อย ที่ดูเหมือนจะมอบชีวิตทั้งชีวิตไว้ในมือผู้เป็นแม่

รวมถึงคนที่ใครๆ พูดถึงด้วยความเกลียดชังอย่าง “พิไล” สะใภ้รองของบ้านแบ้ ที่รับบทโดย “แพร-พิชชาภา พันธุมจินดา”

ในฐานะที่ชอบดูละคร (ซึ่งใครที่ติดตามงานเขียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อครั้งเขียนในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก จนถึงเว็บไซต์ NationTV จนมาถึง Money2Knowน่าจะพอทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว) ดิฉันจึงมักจะพยายามเก็บ “ข้อคิด” จากละครมาขบต่อเสมอ ละคร “กรงกรรม” ก็มีหลายเรื่องให้คิดต่อค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องการใช้ชีวิต ความเป็นครอบครัว หรือคำคมต่างๆ ที่อัดแน่นในละคร แต่ยังหมายรวมถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ด้วยที่เราสามารถเรียนรู้ได้จาก “กรงกรรม”

“เรณู”เป็นภาพสะท้อนของชีวิตที่คนรุ่นใหม่หลายคนปรารถนา นั่นคือ การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ต่างกันก็แค่ “เรณู” เป็นเจ้าของร้านขนมไทย ทั้งหม้อแกง ขนมชั้น เปียกปูน รวมไปถึงสาคูไส้หมูและข้าวเกรียบปากหม้อ ขณะที่คนรุ่นปัจจุบันนิยมเป็นเจ้าของร้านกาแฟ หรือคาเฟ่เล็กๆ

ความสำเร็จของ “เรณู” กับบทบาท “แม่ค้าขนมหวาน” มาจาก “ฝีมือ” ในการทำขนม ใครชิมขนมแม่เรณูก็ต้องบอกว่า “อร่อย หวานมัน” กินแล้วติดใจราวกับถูกทำเสน่ห์ นอกจากมีฝีมือแล้ว เรณูยังรู้จัก “ตลาด” เธอรู้ว่า ลูกค้าเป้าหมายต้องการอะไร เธอเดินสำรวจว่า ในละแวกนั้นคนอื่นค้าขายอะไร เธอจึงหา “สินค้า” ที่สอดแทรกเข้าไปเพื่อทำตลาดได้ หนำซ้ำตอนแรกๆ เธอยังให้ลูกค้าชิมฟรี บางทีก็ทั้งแจก ทั้งแถม เพราะมั่นใจว่า ลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำ ไม่นับรวมที่เธอปรับเปลี่ยนสินค้าให้หลากหลาย ไม่ซ้ำซากจำเจ เพื่อให้ลูกค้าซื้อซ้ำได้ทุกวัน

นอกจาก “เรณู” จะใช้จุดแข็งของตัวเอง ทั้งเรื่องการผลิตและการตลาดให้เป็นประโยชน์แล้ว เธอจะควบคุม “ต้นทุนการผลิต” เริ่มจากการเก็บใบตอง ตัดมะพร้าวในสวนที่ปลูกทิ้งร้าง ไม่มีใครสนใจ นำมาสร้างรายได้แบบ “ต้นทุนต่ำ” ทำให้สินค้าของเธอมี “มาร์จิน” หรืออัตรากำไรขั้นต้นสูง

นอกจากเธอจะรู้จักหา รู้จักใช้ แล้วสำคัญกว่านั้น คือ “เรณู” รู้จักเก็บออม หาได้เท่าไหร่ ก็เก็บออม ทั้งๆ ที่เป็นสะใภ้บ้านแบ้ เศรษฐีชุมแสง ที่มีทั้งโรงสี ร้านขายของชำใหญ่ที่สุดของอำเภอ และเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อีกมากมาย

ต่างจาก“พิไล”สะใภ้รอง ที่หนักไม่เอา เบาไม่สู้ แต่มักมาก อยากได้ อยากมี ละครเพิ่งมาเฉลยในตอนเกือบสุดท้ายว่า “ปมในใจ” ของพิไล สาวสวยที่มีการศึกษาสูงถึงระดับ ม.ศ.5ในยุคที่ลูกชายเศรษฐีบ้านแบ้ ยังเรียนจบแค่ ป.4 นั้นมาจากการเป็นลูกเมียน้อย ไม่ว่าผู้เป็นพ่อหรือแม่จะประเคนให้ลูกสาวคนสวยเท่าไหร่ แต่นั่นก็ไม่เคยลบปมในใจของ “พิไล” ได้เลยว่า เธอได้ไม่เท่าคนอื่น เธอมีไม่เท่าคนอื่น

ความอยากได้อยากมี ผลัก “พิไล” ไปในเส้นทางผิดๆ ใช้ความโลภเป็นเครื่องนำชีวิต เธอรับซื้อของโจร  ด้วยคิดว่า ได้ของดี ในราคาถูกเพราะคนขายร้อนเงิน เธอจึงสามารถกดราคาให้ต่ำได้ โดยไม่สนใจที่มาของทรัพย์สินว่า มาจากการปล้นฆ่าเจ้าของทรัพย์ เธอยักยอกเงินกงสี และทำแม้กระทั่งขโมยสร้อยคอทองคำด้วยการปลดจากคอของแม่ผัวในวันที่ย้อยป่วยหนัก

ถ้าเปรียบเทียบพฤติกรรมของ “พิไล” กับยุคสมัยนี้ ก็อาจจะใกล้เคียงกับคนที่หลงกล ตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพ เพราะใช้ความโลภนำทาง ทั้งแชร์ลูกโซ่ แชร์ทอง เก็งกำไรหุ้นนอกตลาด เก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน เอาผลตอบแทนสูงๆ มาล่อก็กระโดดเข้าใส่ ทั้งที่บางเรื่องก็ผิดกฎหมาย ขณะที่บางเรื่องไม่มีกฎหมายรองรับ

แม้สุดท้าย ชะตากรรมของ “พิไล” ในตอนจบจะไม่ได้รับกรรมแบบสาแก่ใจคนดูละคร แต่ก็พอเข้าใจได้ว่า ละครคงอยากให้คนดูเห็นถึงการให้โอกาส การให้อภัย และการสำนึกต่อบาปที่ได้กระทำ

ที่สำคัญคือ การให้โอกาสตัวเอง ซึ่งในชีวิตจริง อาจจะมีหลายคนที่ผิดพลาดเรื่องเงินๆ ทองๆ แบบ “พิไล” ในกรงกรรม แต่ไม่ยอมให้โอกาสตัวเอง จมกับความผิดหวัง ไม่คิดจะลุกขึ้นสู่ใหม่อีกครั้ง ถ้ากำลังคิดแบบนี้ ลองให้โอกาสตัวเองได้เริ่มใหม่แบบ “พิไล” ดูนะคะ

ฉากสำคัญอีกฉากที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ ฉากที่ “อาตง”สามีของ “พิไล” ซึ่งรับบทโดย “แชมป์-ชนาธิป โพธิ์ทองคำ” นั่งตรวจบัญชีรับจ่ายของร้านของชำ และพบว่า มีรายการที่ “พิไล” ลงบัญชีไม่ตรงกับรายรับจริง ในฐานะสามี เขาตัดสินใจพูดกับภรรยาตรงๆ ว่า อย่าทำแบบนี้อีก เธอจะเชื่อหรือไม่เชื่อ อย่างน้อยที่สุดเขาก็แจ้งเตือนแล้วว่า “รู้”

เรื่องการตรวจสอบบัญชีรับจ่ายของธุรกิจ (หรือแม้แต่ของครอบครัว) เป็นเรื่องสำคัญค่ะ เพราะเท่ากับเป็นการป้องกันความผิดพลาดในเบื้องต้น ไม่ปล่อยให้ปัญหาลุกลามไป และการพูดเรื่องจริงเกี่ยวกับปัญหาเงินๆ ทองๆ หรือฐานะทางการเงินกับคนในครอบครัว ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เคลียร์กันให้จบ ส่วนผลลัพธ์ของการเคลียร์จะเป็นอย่างไร ก็ต้องยอมรับมัน

เรื่องเงินใน “กรงกรรม” ที่พอนึกออก ก็มีเท่านั้นค่ะ