Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล กระต่ายกับเต่าในตัวเรา

กระต่ายกับเต่าในตัวเรา

1204
0
SHARE

ขออภัยจริงๆ ที่จำไม่ได้ว่า อ่านจากที่ไหน หรือใครเป็นคนพูดประโยคที่ว่า “ถ้ากระต่ายไม่หลับ ก็ไม่มีวันที่เต่าจะเอาชนะกระต่ายได้”

หนำซ้ำยังจำไม่ได้ว่า เขาพูดหรือเขียนเรื่องนี้ในบริบทไหน แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับเมื่อได้อ่านข้อความนี้แล้ว มันกระตุ้นให้นึกถึงสิ่งที่ตัวเองเขียนเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” เอาไว้ในบริบทของการลงทุน

วันนี้จึงขอย้อนความและขยายความอีกครั้งว่า ใน “ชัยชนะ” เหนือกระต่ายที่ปราดเปรียว ว่องไวและคล่องแคล่ว ของเจ้าเต่า ผู้เดินช้าต้วมเตี้ยมนั้น สอนอะไรกับเราบ้าง

ข้อดีของนิทานอีสปอยู่ตรงที่อ่านแล้วก็เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องตีความให้วุ่นวาย อ่านแล้วก็รู้ทันทีว่า องค์ประกอบที่ทำให้เต่าประสบความสำเร็จมีชัยชนะเหนือกระต่าย ไม่ใช่เพียงแค่ความมุ่งมั่น อดทน และมีวินัยของเต่าเท่านั้น แต่ชัยชนะของเต่ายังได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากความประมาทของกระต่ายอีกด้วย

เป็นความจริงที่ว่า หลายครั้งการเดินทางเข้าสู่เป้าหมายเพื่อคว้าชัยชนะ นอกจากจะต้องพึ่งพาตัวเองแล้ว อาจจะต้องอาศัยความผิดพลาดของคนอื่นด้วย เหมือนกับหลายๆ ครั้งที่เราเห็นนักวิ่งแข่งที่เบียดกันอย่างสูสี บางทีฝีเท้าเท่ากัน แต่ชัยชนะกลับขึ้นกับแทคติค หรือไม่ก็ขึ้นกับความผิดพลาดของคู่แข่ง

ในโลกของการลงทุน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง หากจะยึดหลักคิดจาก “กระต่ายกับเต่า” ก็ต้องมีให้พร้อมบริบูรณ์ ทั้งความมุ่งมั่น อดทน มีวินัยอย่างเต่า ไม่ประมาทอย่างกระต่าย ที่สำคัญคือ จังหวะเวลาต้องเหมาะสมอีกด้วย

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว มีโอกาสสัมภาษณ์ รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ซึ่งเป็นทั้งอาจารย์ นักเศรษฐศาสตร์และนักเขียน อาจารย์มีความสุขกับวัยเกษียณที่ผ่านการเตรียมการณ์มาแล้วอย่างดี

“เรื่องเงินกับเรื่องเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นศาสตร์ของการจัดการเกี่ยวกับการจำกัด” เป็นคำจำกัดความของอาจารย์

“เรามีเงินจำกัดก้อนหนึ่งในชีวิต คำถามคือ ทำอย่างไรให้มันเป็นประโยชน์ต่อเราหลังจากที่เราพ้นวัย 60 ไปแล้ว คำตอบแรกคือ การวางแผน ถ้าไม่วางแผนไว้ เราก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่เมื่อหลัง 60 ปีไปแล้ว ถ้าเรารวยเพื่อจน คือ มีเงินได้เท่าไหร่ เราใช้หมดเลย โดยไม่คิดถึงวันข้างหน้า อย่างนี้เขาเรียกว่า รวยเพื่อจน แต่ถ้าเราจนเพื่อรวย คือ เรามีการวางแผน เราใช้เงินอยู่ในขอบเขตของชีวิตของเรา แล้วเราก็จะรวยหลังจากที่พ้น 60 ปีไปแล้ว แต่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ต้องอยู่ที่คำตอบคำเดียวคือ วินัย

วินัยกับการวางแผนเป็นของคู่กัน ดังนั้น ถ้าคิดจะ “วางแผน” ก็ต้องนำแผนการที่วางไว้มาบังคับให้มี “วินัย” เกิดขึ้น

“สิ่งเดียวที่บังคับคนให้มีอายุยืนได้ ก็คือ วินัย จะทำอะไรได้ประสบความสำเร็จหรือไม่ บากบั่นหรือไม่ อยู่ที่คำๆ เดียวเท่านั้น นั่นคือ วินัย”

รศ.ดร.วรากรณ์ ยังให้คำจำกัดความคำว่า “วินัย” ไว้ด้วยว่า หมายถึงการทำอะไรที่ “ตรงกันข้าม” กับสิ่งที่เราอยากจะทำ ฟังอาจารย์พูดถึงตรงนี้ ดิฉันยังอดหัวเราะไม่ได้ หนำซ้ำยังเผลอพูดว่า “เออ ก็จริง”

พ้นจากเรื่อง “วางแผน” และเรื่อง “วินัย” แล้ว อาจารย์ยังแชร์หลักคิดเรื่องการบริหารจัดการเงินตามสไตล์ของอาจารย์ว่า มีอยู่ 3 หลักเท่านั้น นั้นคือ จะต้องกินอยู่ต่ำกว่าฐานะ จะต้องลงทุนเพื่อให้เงินทำงานรับใช้เรา และจะต้องมองโลกในมุมที่เปลี่ยนไป

“จะกินอยู่ให้ต่ำกว่าฐานะ ก็ต้องมีวินัยเป็นตัวกำกับ เราต้องมีอำนาจเหนือเงิน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่บอกว่า การออมที่ได้ผล คือ การออมโดยบังคับ เพราะมนุษย์ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง”

ส่วนหลักข้อที่ 2 เมื่ออยู่กินต่ำกว่าฐานะแล้ว จะต้องให้เงินทำงานรับใช้ ต้องลงทุน เพราะเงินมีแขนมีขา งอกได้ และเงินมีเวลาหลายชั่วอายุคน ดังนั้น ต้องเรียนรู้เรื่องการลงทุน และหาโอกาสหรือช่องทางลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อทำให้เงินที่มีอยู่งอกเงย ขณะที่ข้อสุดท้ายคือ จะต้องมองโลกในแง่มุมที่เปลี่ยนไป นั่นคือ เลิกมองว่าการออมเป็นเรื่องน่าอาย และคนมัธยัสถ์เป็นคนที่น่ารังเกียจ

“เคยมีงานวิจัยที่สอบถามเศรษฐีอเมริกันกว่า 1 หมื่นคนว่า มีกฎในการใช้เงินอย่างไร เขาบอกว่า กฎข้อที่ 1 มัธยัสถ์ แปลว่าไม่ควรใช้จ่ายเงินในเรื่องที่ไม่ควรใช้จ่ายอย่างโง่ๆ ส่วนกฎข้อ 2 มัธยัสถ์ และกฎข้อที่ 3 ก็คือ ให้ท่องกฎข้อที่ 1 และข้อที่ 2 ให้แม่นๆ”

ทำให้ตามหลักคิดของอาจารย์วรากรณ์ ถึงจะเชื่องช้าเป็นเต่า แต่ก็เข้าเส้นชัยได้โดยไม่จำเป็นต้องแข่งกับใคร และยิ่งถ้าเป็นกระต่าย เราก็จะเป็นกระต่ายที่ไม่ประมาท ไม่โอ้อวดตัว และเข้าเส้นชัยได้อย่างสง่างามไม่แพ้คนอื่นเหมือนกัน