Home กองทุน วางแผน “กสิกรไทยไพรเวทแบงก์” ปรับกลยุทธลงทุนปี62 เข้าโหมด”เศรษฐกิจขาลง”

“กสิกรไทยไพรเวทแบงก์” ปรับกลยุทธลงทุนปี62 เข้าโหมด”เศรษฐกิจขาลง”

1256
0
SHARE

กสิกรไทย เผย KBank Private Banking ครองแชมป์ผู้นำให้บริการไพรเวทแบงกิ้งในไทย ด้วยลูกค้ากว่า 11,000 ราย บริหารสินทรัพย์ 7.5 แสนล้านบาท พร้อมผนึกพันธมิตรระดับโลก ลอมบาร์ด โอเดียร์ เป็นปีที่ 4 ตั้งเป้าปี 2562 สร้างรายได้เติบโต 8%

นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group Head ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทยในปี 2561 ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดการลงทุนจะมีความท้าทายเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เห็นได้จากการเติบโตของจำนวนลูกค้าและสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) โดยมีจำนวนลูกค้า 11,000 ราย สินทรัพย์ภายใต้การจัดการทั้งหมดประมาณ 7.5 แสนล้านบาท ซึ่งจำนวนลูกค้าเติบโตขึ้น 8% และ AUM เติบโต 0.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ตลอดปี 2561 KBank Private Banking ไม่หยุดยั้งพัฒนาบริการคำแนะนำ ผลิตภัณฑ์และบริการในทุกมิติ โดยบริการที่ปรึกษาด้านการบริหารสินทรัพย์นอกตลาดทุน (Non-capital Market Investment) อาทิ

– Private Equity: Preferred Share ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือภายในธนาคาร ที่แนะนำ (refer) ลูกค้านักลงทุนพบกับเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพสูง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกการลงทุนมากขึ้น โดยมีส่วนร่วมในการระดมเงินลงทุนได้แล้วกว่า 560 ล้านบาท

– การให้บริการที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยมีลูกค้ากว่า 80 ราย มีความสนในส่งที่ดินในครอบครองมาปรึกษาเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินจากทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยมีจำนวนที่ดินในฐานข้อมูลกว่า 600 แปลง รวมมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท

– Land Loan for Investment เป็นการแนะนำให้ลูกค้าใช้ประโยชน์จากที่ดินในครอบครอง ซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่ขาดสภาพคล่อง โดยนำมาเป็นหลักประกันสร้างสภาพคล่องเพื่อต่อยอดการลงทุนโดยมีลูกค้าสนใจนำที่ดินมูลค่ากว่า 6 พันล้านบาทเข้าโครงการ คิดเป็นวงเงินสินเชื่อกว่า 3 พันล้านบาท

– ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ออกแบบพิเศษสำหรับลูกค้า Private Banking อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่มีการเชื่อมโยงกับเครื่องมือการลงทุน เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับลูกค้าและผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพที่พัฒนาขึ้นจากความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง
บริการไพรเวทแบงกิ้งสำหรับลูกค้าจีนและลูกค้าที่สื่อสารด้วยภาษาจีนเป็นหลักที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย ซึ่งเป็นปีแรกที่ธนาคารเริ่มรุกบริการไพรเวทแบงก์ลูกค้าจีน อย่างจริงจังเพื่อรองรับลูกค้าชาวจีนที่อาศัยอยู่ในไทย 10 ล้านคน โดยสร้างความเติบโตของจำนวนลูกค้า กว่า 164% AUM เติบโต 47% และรายได้เติบโต 56% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

สำหรับปี 2562 ธนาคารฯ เตรียมมอบคำแนะนำผลิตภัณฑ์และบริการที่จะสร้างความมั่นใจและสบายใจให้กับลูกค้าในภาวะที่จะมีการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนในหลายด้าน ในด้านการลงทุน ธนาคารฯ พร้อมให้คำแนะและผลิตภัณฑ์เพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูกค้าก้าวเข้าสู่ปีที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ระยะท้ายของวัฏจักรเศรษฐกิจ (Late cycle) อย่างมั่นใจ พร้อมทั้งเตรียมพัฒนา Global Investment Platform เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ส่วนการบริหารทรัพย์สินด้านอื่นๆ ธนาคารฯ เตรียมโซลูชั่นเพื่อรองรับกฎหมายใหม่ที่กำลังจะออก เพื่อช่วยลูกค้าเตรียมพร้อมและมีแผนการบริหารจัดการและรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น ภาษีที่ดินที่จะบังคับใช้ในปี 2563 และกฎหมายทรัสต์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ธนาคารฯ จะขยายขอบเขตการให้บริการด้านการให้คำปรึกษาการบริหารทรัพย์สินครอบครัวสู่ลูกค้าในต่างจังหวัดมากขึ้นด้วย และเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการต่างๆ ที่ธนาคารฯ พัฒนาขึ้นมาได้อย่างสะดวก ธนาคารฯ มีแผนการพัฒนาช่องทางดิจิทัล ซึ่งต่อยอดจากระบบ Core Banking ระดับโลกที่ธนาคารได้เริ่มใช้งานแล้วในปีที่ผ่านมา

นายจิรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2561 ถือเป็นปีที่มีเหตุการณ์สำคัญๆ ที่ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมากต่อตลาด ไม่ว่าจะเป็น การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งจาก 2 เหตุการณ์ดังกล่าวได้เพิ่มน้ำหนักความกังวลต่อการเติบโตที่ช้าลงของเศรษฐกิจโลก นำโดยสหรัฐฯ เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจฟื้นตัวและเติบโตติดต่อกันเข้าสู่ปีที่ 10 (จากปี 2009) และกำลังเข้าสู่ระยะท้ายของวัฏจักรเศรษฐกิจ (Late cycle) ทำให้ผลตอบแทนในสินทรัพย์ทุกประเภทปรับลดลง

นับจากนี้ ความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนต้องพิจารณา มี 4 เรื่องหลัก คือ

1) เศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐฯ เข้าสู่จุดอิ่มตัว และประเทศอื่นๆ จะตามมา

2) ความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเพิ่มผันผวนให้ตลาด

3) การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจและการบริโภคสูงขึ้น และ

4) กลยุทธ์แข่งขันการเป็นผู้นำโลกในอนาคตระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จะไม่หยุดแค่ข้อพิพาททางการค้า

สำหรับแนวทางการลงทุนที่ ธนาคารฯ จะแนะนำลูกค้าในปี 2562 จะแบ่งลูกค้าเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก ลูกค้าที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อภาวะตลาดระยะสั้น ธนาคารฯ จะแนะนำให้สำรองสภาพคล่อง ปรับลดความเสี่ยงการลงทุนให้น้อยลง ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงในหลายๆ สินทรัพย์ โดยจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีในตลาด เพราะที่ผ่านมาตลาดดีอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2562 ถือเป็นปีที่ควรเตรียมความพร้อมสำหรับช่วงที่เศรษฐกิจจะขยายตัวช้าลง ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมคือพันธบัตรระยะยาวทั่วโลก และหุ้นกู้แปลงสภาพ

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นในบางภูมิภาคยังน่าลงทุน อยู่กลยุทธ์ที่เหมาะสมไม่ใช่การลงทุนตรงๆ ตามทิศทางตลาดเช่นในอดีต กลยุทธ์ใหม่ที่จะตอบโจทย์ ได้แก่ การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความสามารถของทีมจัดการกองทุนในกลยุทธ์ Long/Short (ซื้อและขายสินทรัพย์พร้อมกัน โดยซื้อกลุ่มสินทรัพย์ที่คาดว่าผลตอบแทนจะดีกว่าอีกกลุ่มสินทรัพย์หนึ่งทั้งในตลาดขาขึ้นและลง) หรือสร้างกลไกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีการควบคุมความเสี่ยง (Managed Volatility)

ลูกค้ากลุ่มที่สอง ที่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของตลาดระยะสั้นได้ ธนาคารฯ ยังแนะนำให้ลงทุนระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารแนะนำมาโดยตลอด อย่าง Global Multi Asset ที่จะหาผลิตภัณฑ์มาเพิ่มเติม การจัดตั้งกองทุนที่ลงทุนในกลุ่มหุ้นกู้ที่มีระยะเวลาครบกำหนดใกล้เคียงกันและพอคาดการณ์ผลตอบแทนได้

กองทุน Private Equity ที่ลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพสูงนอกตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก และการลงทุนที่สอดคล้องไปกับธีมการเปลี่ยนแปลงของโลกในระยะยาว เช่น AI, Next Gen Tech, และ SmartCity

ทั้งนี้ ธนาคารฯ ยังคงเน้นปรัญชาการลงทุน Stay Invested มากกว่าจากจับจังหวะลงทุน (Market Timing)