Home ลงทุน หุ้น บล.กสิกรประเมินสงครามการค้าลากยาว หุ้นไทยปีนี้ประคองตัว แนะ19หุ้นเด่นใน7กลุ่ม

บล.กสิกรประเมินสงครามการค้าลากยาว หุ้นไทยปีนี้ประคองตัว แนะ19หุ้นเด่นใน7กลุ่ม

2198
0
SHARE

บล.กสิกรมองสงครามการค้าไม่จบง่ายๆ ต้องสู้กันอีกยาว ฟันธงตลาดหุ้นไทยปีนี้ทำได้เพียงประคองตัวถึงแม้จะมีการตั้งรัฐบาลใหม่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกแย่ คาด SET INDEX ปีนี้ 1,750 จุด แนะหุ้นเด่น 19 บริษัทใน 7 กลุ่ม น่าลงทุน

นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ กสิกร จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงประเด็นสงครามการค้าระหว่าจีนกับหรัฐฯ และการเกิดมหาอำนาจขั้วใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย รวมทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำหรับอุตสาหกรรมในประเทศที่ต้องรับมือว่า ภาวะสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ เชื่อว่าจะดำเนินไปอย่างน้อยจนถึงปีหน้า

“ต่อให้รอบนี้จบลง แต่เดี๋ยวก็จะมีสงครามการค้ายกใหม่ระหว่างจีนและสหรัฐในรอบหน้าเกิดขึ้นอีก เนื่องจากดูจากการเกิดขึ้นในรอบแรกก็มีการออกมาพูดว่าเดี๋ยวสงครามการค้าจะจบลงในอีกไม่ช้า แต่ก็ลุกลามมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปัจจัยนี้จะกดดันภาวะเศรษฐกิจโลกไปอีกระยะ”

สาเหตุที่สงครามการค้าไม่จบลงง่ายๆ เป็นเพราะจีนอาจอยากขึ้นเป็นผู้นำของโลกแทนที่สหรัฐฯ ก็เป็นได้ ซึ่งถ้าประเทศใดสามารถควบคุมค่าเงินโลกไว้ได้ ก็ถือเป็นประเทศผู้นำของโลกอย่างแท้จริง ขณะที่สหรัฐฯเพิ่งก้าวมาเป็นผู้นำค่าเงินโลกครบ 100 ปี ในปีนี้พอดีหลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งขณะนั้นเงินปอนด์ของอังกฤษเป็นค่าเงินหลักของโลกมาโดยตลอด

สถานการณ์ปัจจุบันค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ กำลังถูกท้าทายจากจีนอย่างหนัก และสหรัฐฯคงไม่ยอมให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลกแทนที่ตัวเองง่ายๆ  ซึ่งถ้าไปดูเรื่องการค้าโลกของจีนก็เติบโตขึ้นมา 13% ขณะที่สหรัฐฯ เติบโตเพียง 9% เท่านั้น โดยจีนพยายามใช้เทคโนโลยีเข้ามาสู้กับสหรัฐฯ ในเรื่องการทดแทนค่าเงินที่ยังไม่สามารถขึ้นไปเป็นผู้นำได้ในขณะนี้

จีนจะเพิ่มศักยภาพของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่จีดีพีจีนเติบโต 6% ส่วนสหรัฐโตแค่ 3%  เพราะฉะนั้นสงครามการค้าจึงจะไม่จบลงง่ายๆ เนื่องจากสหรัฐฯไม่สามารถทำให้จีดีพีของตัวเองโตขึ้นในระดับ 6% เหมือนจีน จึงต้องทำทุกวิธีเพื่อหยุดรั้งจีนเอาไว้ นั่นคือการขัดขวางไม่ให้ จีดีพีของจีนโตขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า จีดีพีของจีนจะเทียบเท่าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐฯ กำลังกังวลเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน จีนได้แซงสหรัฐฯไปหลายเรื่องแบบเงียบๆแล้ว ดังนั้นสหรัฐฯจึงต้องทำทุกทางเพื่อรักษาสถานะการเป็นผู้นำของโลกเอาไว้ให้นานที่สุด จึงเป็นเหตุให้ภาวะสงครามการค้าก็จะดำเนินไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าจะมีฝ่ายใดหมดทางสู้

อย่างไรก็ตามจีนได้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่จีนอาจนำมาใช้ต่อรองในสงครามการค้ายกใหม่ และจะเป็นเรื่องที่กดดันการค้าและตลาดหุ้นทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามคงไม่แย่ถึงขั้นเกิดสงครามสู้รบขึ้น แต่จะสะเทือนกับเศรษฐกิจโลกระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งข้อดีที่อาจเกิดขึ้นคือตลาดหุ้นในตลาดเกิดใหม่จะมีความน่าสนใจมากขึ้น

เชื่อโครงการ EEC เป็นความหวังทำเศรษฐกิจไทย

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยนั้นต้องยอมรับว่าสมัยที่ตลาดหุ้นไทยดัชนีขึ้นเยอะที่สุด เกิดขึ้นในช่วงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงปี 2525 ซึ่งจีดีพีในประเทศโตเฉลี่ยปีละ 7.7% เพราะขณะนั้นมีโครงการ Eastern Sea Board Development Project (ESB) ที่เป็นเขตอุตสาหกรรมพื้นที่ 8.3 ล้านไร่ ในจ.ระยอง, ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งรัฐบาลขณะนั้นยังออกนโยบายส่งเสริมการลงทุนด้วยเช่นเดียวกับยุคปัจจุบันที่มีโครงการ EEC จึงอาจยังพอเห็นอนาคตที่ดีถ้าหากมีการเริ่มโครงการ EEC จริงจัง

แต่ถ้าพูดถึงสถานการณ์โดยรวมของตลาดหุ้นไทยขณะนี้ยังเชื่อว่าหุ้นไทยยังคงไม่ขึ้นในปีนี้ แต่ยังมีศักยภาพทนกับสงครามการค้าได้ ฉะนั้นปีนี้เป็นปีที่ทำได้เพียงแค่ประครองตัวเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาก็ตาม ก็จะส่งผลดีกับตลาดหุ้นในระยะสั้นๆ เพียงเท่านั้น แต่หลังจากนั้นก็ไม่หวือหวาเนื่องจากเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขาลง

“ปกติหุ้นไทยจะขึ้นลง ปัจจัยหลักมาจากทิศทางเศรษฐกิจโลกเป็นหลักเสมอ เพราะไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ในเรื่องของการเมืองอาจมีผลบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อย เพราะถ้าหากย้อนไปในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนั้นก็มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ยังขึ้น เนื่องจากภาวะโดยรวมของเศรษฐกิจโลกดี”

จากภาวะสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยไปเยอะแล้ว ขณะเดียวกันรัฐบาลยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการกระตุ้นซื้อในราคาที่ไม่มากก็ตาม

คาด SET INDEX ปีนี้ปิดตัวที่ 1,750 จุด โดยคาดว่าปี 63 สงครามการค้าจะหนักกว่านี้อีก เพราะที่สหรัฐฯจะมีการเลือกตั้ง และเชื่อว่านโยบายประชานิยมจะต้องถูกนำมาหาเสียงทำให้การสู้รบกับจีนในการค้าจะยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก

แนะหุ้นน่าลงทุนปี 62

สำหรับในปีนี้กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุนได้แก่กลุ่มหุ้นประเภทค้าปลีก ที่ไม่ได้รับผลกระทบกับอีคอมเมิร์ซ โดยเป็นธุรกิจที่ไม่ขายสินค้าแฟชั่นเพราะจะโดนอีคอมเมิร์ซเข้ามาแทรกแซงได้ตลอดเวลาจึงแนะนำ CPALL, HMPRO, BJC และ MEGA

กลุ่มโลจิสติกส์เพราะประเทศไทยยังมีแนวโน้มการขนส่งที่ดีอยู่ แนะนำ AMATA, JWD

โรงแรมและท่องเที่ยว เพราะเชื่อว่าศักยภาพการท่องเที่ยวไทยยังดี แต่ช่วงนี้ลงซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะได้ซื้อในราคาถูก แต่ในระยะยาวจะส่งผลดี และหากมีสนามบินอีกแห่งที่เกิดขึ้นอย่างอู่ตะเภา, รถไฟฟ้าความเร็วสูง จะทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น จึงแนะนำ AOT, MINT, CENTEL และ ERW

กลุ่มโรงพยาบาลเนื่องจากช่วงนี้อยู่ในช่วงราคาลงแต่เชื่อว่าในระยะยาวจะกลับมาดีอีกครั้งจึงแนะนำ BDMS และ BGH,

กลุ่มโรงไฟฟ้าจะได้ผลดีจากการเปิดโครงการ EEC จึงแนะนำ BGRIM และ GPSC

กลุ่มอาหารและเกษตรเนื่องจากเป็นธุรกิจหลักของประเทศ จึงแนะนำ CPF และ M,

กลุ่มอสังหาฯ ราคาลง แต่อย่างไรก็ต้องซื้อเพราะจะกลับมาดีในรอบใหม่ จึงแนะนำ LH, SPALI, QH

ส่วนอุตสาหกรรมที่ไม่แนะนำให้เข้าไปลงทุนคือกลุ่มอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ, ธนาคารพาณิชย์, สื่อสิ่งพิมพ์, พลังงาน, ธุรกิจยานยนต์ และ ธุรกิจอิเล็คทรอนิกส์ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะโดนทดแทนด้วยธุรกิจอื่น