Home ลงทุน หุ้น “กิติพันธ์”ยื่นอุทธรณ์คดีกรุงไทยฟ้องปล่อยกู้เอิร์ธ

“กิติพันธ์”ยื่นอุทธรณ์คดีกรุงไทยฟ้องปล่อยกู้เอิร์ธ

997
0
SHARE

“กิติพันธ์” ตั้งโต๊ะชี้แจงกรณีตกเป็นผู้ต้องหา หลังกรุงไทยฟ้องปล่อยกู้ให้ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ในปี 2558 ย้ำกรุงไทยไม่เคยบอกรายละเอียดในการกระทำผิด และไม่เคยให้ชี้แจง ขอเวลา 60 วันยื่นอุทธรณ์คดี เพื่อขอความเป็นธรรม ยืนยันไม่เคยกระทำผิดตามข้อกล่าวหา

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ เป็นหนี้เสีย 1.2 หมื่นล้านบาท โดยผิดนัดชำระหนี้กับธนาคารกรุงไทย ส่งผลให้ นายกิติพันธ์ อนุตรโสตถิ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ตกเป็นจำเลยในเรื่องการพิจารณาปล่อยสินเชื่อโดยสร้างความเสียหายให้กับธนาคารกรุงไทยในปี 2558

คดีความที่ยืดยาวมาจนถึงวันนี้ ทำให้ในวันที่ 9 มกราคม 2562 นายกิติพันธ์ ต้องออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวอีกครั้งหลังเพิ่งทราบข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการจากธนาคารกรุงไทยเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่ผ่านมา

นายกิติพันธ์ อนุตรโสตถิ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า การตั้งโต๊ะแถลงข่าวในวันนี้เป็นการแถลงข่าวในนามส่วนตัวไม่ใช่ในนาม ธนาคาร ซีไอเอมบีไทยแต่อย่างใด

ในช่วงปีที่ผ่านมามีข่าวออกมาเป็นระลอกและตนเองโดนพาดพิงหลายครั้งถึงเรื่องการปล่อยสินเชื่อดังกล่าว แต่ที่ผ่านมาตนเองเลือกที่จะไม่ตอบโต้ และไม่เคยได้ชี้แจงข้อกล่าวหาอย่างละเอียดกับธนาคารกรุงไทย และสังคมเลยสักครั้ง

เรื่องหนี้เสียของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ มีจำนวนสูงจนมีหลายฝ่ายสนใจ ซึ่งส่วนตัวสนับสนุนให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ต้องครบถ้วนไม่ใช่แค่เรื่องสินเชื่ออย่างเดียว และการตรวจสอบควรมาจากหน่วยงานที่เป็นกลางและยุติธรรมเพื่อให้สามารถนำไปแก้ไขไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

สำหรับบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ เป็นลูกค้าของธนาคารกรุงไทยก่อนที่ตนเองจะเข้ามาทำงานที่ธนาคารกรุงไทยเสียอีก ในขณะนั้นเป็นลูกหนี้ชั้นดี ไม่มีประวัติด่างพร้อย และงบการเงินของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ยังได้รับการรับรองจากบริษัท PWC ซึ่งเป็นบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีระดับโลกอีกด้วย

ส่วนตัวเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพราะในปี 2556 ครั้งทำงานที่ธนาคารกรุงไทย และได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องสินเชื่อมูลค่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นสินเชื่อ 2 วงของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ในปี 2558

ขณะนั้นบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ เป็นลูกค้าชั้นดีและไม่มีประวัติชำระหนี้ล่าช้าโดยผ่านการตรวจสอบทุกอย่างจากธนาคารกรุงไทย และบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ยังได้รับการจัดอันดับสินเชื่อให้อยู่ในระดับที่ดีด้วย ซึ่งเป็นการยืนยันความสามารถในการชำระหนี้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดี

อย่างไรก็ตามได้มีข้อกล่าวหาจากขบวนการสินเชื่อกรุงไทยอ้างว่าตนเองไม่ได้ดำเนินการในการปล่อยสินเชื่อตามกระบวนการและขั้นตอน แต่ตนเองขอแย้งว่าการจะปล่อยสินเชื่อนั้นมีหลายขั้นตอน และตนเองไม่มีอำนาจอนุมัติสินเชื่อเพียงคนเดียว และไม่เคยใช้อำนาจใดๆเลยที่ทำให้ธนาคารกรุงไทยเกิดความเสียหาย

หลังจากที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับสินเชื่อ 2 วงนั้นในปี 2558 ธนาคารกรุงไทยยังได้มีการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ให้กับบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ อีกเป็นวงเงิน 5,500 ล้านบาท นั่นก็หมายความว่าทางธนาคารกรุงไทยยังมองว่าบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ยังมีเครดิตที่ดีอยู่

แต่ประเด็นสำคัญคือเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. 2560 ซึ่งตนเองไม่ได้ทำงานที่ธนาคารกรุงไทยแล้ว และขณะนั้นสินเชื่อยังเป็นแบบปกติและอยู่ในเงื่อนไขด้วย แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เป็นหนี้เสียเพราะบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ไม่สามารถจ่ายเงินกู้ได้

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เป็นหนี้เสีย ซึ่งตนเองก็ยังอยากให้เกิดการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอีกครั้งเพราะเป็นเรื่องใหญ่

ส่วนเรื่องขบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง คณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย แต่งตั้งคณะกรรมการสอบชุดพิเศษ เพื่อสอบสวนหาผู้รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2560 ซึ่งเป็นเวลาน้อยกว่า 1 เดือนหลังจากบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ผิดชำระหนี้ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก

ตนเองจึงไม่เข้าใจว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร นอกจากนี้การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโดยคณะกรรมการบริหารนั้น ตนเองมีความเห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะคณะกรรมการบริหารถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพราะมีส่วนในการอนุมัติสินเชื่อด้วย ตนเองจึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกตามหลักธรรมภิบาลที่ดี

ยืนยันว่าตนเองให้การร่วมมือในการตรวจสอบอย่างดีมาตลอด และได้ขอสิทธิ์ขอเอกสารทุกอย่างเพื่อมาตอบคำถามสื่อแต่ก็ไม่เคยได้รับเอกสารจากธนาคารกรุงไทยเลย หลังจากนั้นธนาคารกรุงไทยก็ได้กล่าวหาตนเองอย่างร้ายแรงว่าตนเองอนุมัติสินเชื่อผิดพลาดสร้างความเสียหายอย่างมาก

ตนเองจึงทำจดหมายไปยังกรุงไทยอีกครั้งในช่วงปลายเดือน พฤศจิกายน 2560 เพื่อให้ธนาคารกรุงไทยใส่รายละเอียดข้อกล่าวหาเกี่ยวกับตนเอง หลังจากนั้นตนเองก็รออีกหนึ่งเดือนกว่าๆ

จึงได้รับคำตอบว่าธนาคารกรุงไทยได้บอกชัดเจนไปแล้วและจะไม่ขอพูดอีก เมื่อเป็นเช่นนั้นตนเองจึงมีข้อกังวลใจว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรม จึงทำหนังสือขอความเป็นธรรมไปอีกครั้ง

แต่ไม่เคยได้รับการตอบกลับมาเลย หลังจากนั้นธนาคารกรุงไทยก็ได้กล่าวหาตนเองด้วยข้อหาร้ายแรงทางวิชาชีพอีก ซึ่งตลอดเวลาตั้งแต่ครั้งแรกที่เชิญตนเองไปคุยเป็นเวลา 16 เดือนแล้ว ยืนยันว่าไม่เคยได้รับแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาและไม่เคยได้รับการติดต่อจากธนาคารกรุงไทย

เพื่อให้ชี้แจงเลยสักครั้ง หลังจากที่ธนาคารกรุงไทยไม่ตอบรายละเอียดก็ได้ส่งหนังสือไปยัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) 3 ครั้ง เกี่ยวกับการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแต่ ธปท. ก็ไม่สามารถทำอะไรได้จนกว่าเรื่องจะจบลง ซึ่งตนอยากให้ ธปท. เข้ามาดูแลเรื่องดังกล่าว และตนเองยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดอะไรเลย

และได้แสดงทีท่าขอชี้แจงมาตลอดแต่ไม่เคยได้รับโอกาสในการชี้แจงเลยแม้สักครั้ง ที่ผ่านมาร้องขอความเป็นธรรมตลอดแต่ก็ยังไม่เคยได้รับความยุติธรรมเลยสักครั้ง และหากผลที่ออกมาและคิดว่าไม่เป็นธรรมกับตนเองจะมีการปรึกษาทนายความส่วนตัวอีกครั้ง

ข้อกล่าวหาที่กรุงไทยยื่นฟ้องตนเองทีเพิ่งทราบในวันที่ 25 ธันวาคม 2561 อ้างว่าตนเองไม่รักษาผลประโยชน์ให้กับธนาคารกรุงไทยและใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเป็นอย่างมาก

ขณะนี้รับทราบข้อกล่าวหาแล้วและยังมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ภายใน 60 วัน ซึ่งจะต้องขอดูเอกสารทั้งหมดอีกครั้ง