Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล คนโสด 2 แบบ สายเที่ยว-สายออม

คนโสด 2 แบบ สายเที่ยว-สายออม

849
0
SHARE

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อ่านข่าวจาก Money2Know ในหัวข้อ “คนไทยโสดมากขึ้น หย่าร้างมากขึ้น เปิดสถิติคนโสดมีทรัพย์สินน้อย หาเงินได้หมดไปกับการกิน-ดื่ม-เที่ยว” ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลและจัดทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์

อ่าน : คนไทย”โสด-หย่าร้าง”พุ่ง ชอบใช้จ่าย”อาหารนอกบ้าน-ท่องเที่ยว”

บางคนคงได้เห็นข้อมูลนี้แล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่เห็น ขอย้อนความให้สั้นๆ ดังนี้ค่ะ

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลการจดทะเบียนสมรสและจดทะเบียนหย่าของกรมการปกครองพบว่า จำนวนการจดทะเบียนสมรสของคนไทยลดลง 5.1% ในระหว่างปี 2550-2560 สวนทางกับจำนวนการจดทะเบียนหย่าที่เพิ่มขึ้น 19.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน

รายงานชิ้นนี้ระบุว่า ในช่วงระหว่างปี 2550 ถึง 2560 ไทยมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นราว 3 ล้านคน การแต่งงานที่ลดลงและการหย่าร้างที่เพิ่มขึ้น จึงหมายถึงจำนวน ‘คนโสด’ ที่มากขึ้น (จริงๆ แล้ว อาจจะมีมิติที่ซับซ้อนลงไปนั่นคือ หลายคู่ตัดสินใจ ‘แต่งงาน’ ใช้ชีวิตร่วมกัน เพียงแค่ไม่จดทะเบียนสมรส ซึ่งจะเรียกว่า เป็นคนโสดก็ไม่ถูก แต่ถึงจะจดหรือไม่จดทะเบียนสมรส สถิติการเลิกร้างก็ยังสูงกว่าอยู่ดีค่ะ)

ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงนี้ค่ะ ตรงที่เมื่อพิจารณาข้อมูลด้านการใช้จ่ายและสินทรัพย์พบว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายของคนโสดและคนมีครอบครัวมีความแตกต่างกันในหลายด้าน

คนโสดใช้จ่ายเพื่อการบริโภคมากกว่า แต่มีทรัพย์สินน้อยกว่า โดยพบว่า คนโสดมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของบ้านและรถน้อยกว่าคนมีครอบครัวในทุกระดับอายุ เช่น ในช่วงอายุ 31-35 ปี มีคนโสดเพียง 18% ที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ขณะที่คนมีครอบครัวในช่วงอายุเดียวกันมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 51% ซึ่งอาจจะสะท้อนถึงการที่คนโสดอาจมีความจำเป็นในการมีบ้าน-รถที่น้อยกว่า แต่ก็พบว่า เมื่ออายุมากขึ้นสัดส่วนความเป็นเจ้าของทั้งบ้านและรถจะเพิ่มขึ้นในทั้งสองกลุ่ม

ขณะที่เมื่อพิจารณารายจ่ายรวมทั้งเพื่อการบริโภคและรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้แล้ว จะพบว่า สัดส่วนภาระรายจ่ายของคนมีครอบครัวจะสูงกว่าคนโสด แต่คนโสดใช้จ่ายมากกว่าคนที่มีครอบครัวแล้ว ในด้านการทานอาหารนอกบ้าน และด้านการท่องเที่ยว ขณะที่คนที่มีครอบครัวแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพสูงกว่าคนโสด

นี่แหละค่ะ เป็นที่มาของประเด็นที่ว่า ‘คนโสดหาเงินได้เท่าไหร่ ก็ใช้ไปกับการกินและเที่ยว’

ดิฉันมีกรณีศึกษาของคนโสด 2 ประเภทมาให้เราช่วยกันขบคิด ทั้งสองคนอยู่ในวัย 40 ปี ไม่มีทรัพย์สินทั้งรถและบ้าน คนแรกสมมติชื่อ ‘เอ’ เรียนจบการศึกษาระดับวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทำงานเป็นช่างในโรงงาน คนที่สองชื่อ ‘บี’ เรียนจบระดับปริญญาตรี ทำงานออฟฟิศ เป็นมนุษย์เงินเดือน มีรายได้ประจำที่มั่นคง

ถึงแม้ว่า ทั้งสองคนนี้จะเหมือนกันตรงที่ไม่มีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตแตกต่างกันมาก โดย ‘เอ’ เป็นคนโสดที่น่าจะเป็นกลุ่มตัวอย่างที่บทวิจัยไทยพาณิชย์พูดถึง เพราะรายได้ส่วนใหญ่หมดไปกับการกิน ดื่มและเที่ยว

‘เอ’ ใช้มากกว่าที่หาได้เสมอ ไม่ว่าเขาจะรับจ๊อบพิเศษ หารายได้เพิ่ม แต่รายได้นั้นก็ไม่เคยพอกับการใช้จ่ายของเขา เครื่องมือที่เพิ่มอำนาจซื้อให้ ‘เอ’ สามารถใช้มากกว่าที่หาได้ทุกเดือน ก็คือ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อบุคคล เงินด่วน และ ฯลฯ

สุดท้าย ‘เอ’ ต้องออกจากงาน เพื่อหลบเลี่ยงการรับเงินเดือนผ่านบัญชีธนาคาร ซึ่งจะเป็นช่องทางที่บัตรเครดิตหรือเจ้าหนี้อายัดเงินเดือนหรือหักเงินเดือนจากบัญชีธนาคารของเขา

ขณะที่ ‘บี’ แตกต่างจาก ‘เอ’ เพราะเขาไม่เคยใช้มากกว่าที่หาได้ แต่ใช้เท่ากับที่หาได้

‘บี’ ทำงานที่เดิม ตำแหน่งเดิมมา 10 กว่าปีแล้ว ถึงแม้เงินเดือนจะน้อยกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่ ‘บี’ ก็ไม่เดือดร้อน เพราะ ‘มีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น’ เขาไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยไปกับการกิน-ดื่ม-เที่ยว เพราะแค่ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายประจำอื่นๆ ก็ใช้แบบเดือนชนเดือนอยู่แล้ว

‘บี’ ลืมนึกไปว่า การใช้เท่ากับหนี้หาได้ โดยไม่มีเหลือเก็บ หรือมีเหลือก็น้อยมากนั้น มันไม่เพียงพอสำหรับ ‘เหตุฉุกเฉิน’ และเมื่อเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น ‘บี’ ก็ต้องใช้วิธีขอยืมเงินจากคนอื่น

เงินที่ขอยืมไม่มากค่ะ เพียงแค่ 5,000 บาท ซึ่งบีก็มั่นใจว่า เขาสามารถผ่อนคืนให้เพื่อนได้เดือนละ 1,000 บาท แต่คำถามที่เพื่อนถามกลับมานั้นน่าคิดว่า ‘ทำไมบีถึงต้องยืม’ เพราะการไม่มีเงินเก็บแค่ 5,000 บาทสำหรับคนที่มีงานประจำที่มั่นคง มีรายได้ตามสมควร และไม่ใช่คนฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยนั้น เป็นเรื่องที่ผิดคาด และสะท้อนว่า เขาอาจจะไม่ใช่เป็นคนที่ไม่มีวินัยทางการเงิน แต่เขาใช้ชีวิตแบบปล่อยปละละเลยมากเกินไป ซึ่งสุดท้ายผลลัพธ์ก็คือ การเป็น ‘หนี้’ ที่ไม่ต่างจากคนที่ใช้ชีวิตสุดโต่งอย่าง ‘เอ’

จะดีกว่า ก็แค่ ‘บี’ ยังเป็นลูกหนี้ที่ดี มีความสามารถในการชำระหนี้ แต่ถ้าเกิดเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้มากกว่านี้ล่ะ !

ไม่ว่าจะโสดหรือไม่โสด ก็ไม่ได้รับประกันว่า จะมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับชีวิตเรา ดังนั้น ‘ใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้’ จะช่วยแบ่งเบาอนาคตที่ไม่แน่ใจของตัวเองด้วยตัวเองได้ดีที่สุดแล้วค่ะ