Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล จัดการเงินน้อยต้องไม่เสี่ยง

จัดการเงินน้อยต้องไม่เสี่ยง

924
0
SHARE

เรื่องน่าดีใจที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับคนจัดรายการวิทยุ ก็คือ การมีคนฟังที่เราไม่ได้คาดคิดมาก่อน แสดงตัวว่า เป็น “แฟนรายการ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรายการข่าวที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องทั่วๆ ไป อย่าง “เงินทองต้องรู้”

เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะเมื่อหลายวันก่อนมีชายหนุ่มท่านหนึ่งส่งข้อความมาทางไลน์ @PKTALK โดยให้ข้อมูลส่วนตัว และขอคำปรึกษาเรื่องเงินของครอบครัว ความน่าสนใจอยู่ที่ชายหนุ่มท่านนี้เป็นพนักงานส่งเอกสารหรือที่เราเรียกว่า “แมสเซนเจอร์” ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่สะดวกกับการฟังรายการวิทยุ แต่ก็ยังสู้อุตส่าห์หาเวลาฟัง ถ้าฟังในเวลาทำงานไม่สะดวก ก็จะกลับมาฟังย้อนหลังในภายหลัง

พูดกันตรงๆ ว่า ถ้าพิจารณาทั้งอาชีพ ทั้งรายได้ ก็ต้องบอกว่า หมดสิทธิ์ที่จะขอคำปรึกษาเรื่องบริหารจัดการเงินจากผู้วางแผนทางการเงินหรือ Financial Planner รวมถึงการเดินเข้าไปขอคำปรึกษาจากแผนก “เวลธ์” ที่มีบริการให้คำแนะนำเรื่องการสร้างความมั่งคั่งตามแบงก์ต่างๆ ก็ล้วนเป็นเรื่องยากทั้งนั้น เมื่อได้รับข้อความของคุณผู้ชายท่านนี้ ดิฉันจึงต้องใช้เวลาอ่านทบทวนหลายครั้ง เพื่อหาคำตอบที่คิดว่าเหมาะสมกับเขามากที่สุด

ประเด็นก็คือ ปัจจุบันเขาทำงานเป็นพนักงานส่งเอกสาร รายได้สุทธิเดือนละ 14,000 บาท มีรายได้พิเศษบ้างแต่ไม่แน่นอน ส่วนรายจ่ายอยู่ที่ประมาณ 9,000 บาท ภรรยาเงินเดือนหมื่นต้นๆ มีภาระผ่อนบ้านเดือนละ 7,400 บาท ถ้าประเมินจากรายได้เท่านี้ก็ต้องบอกว่า “น้อย” แต่เชื่อหรือไม่คะว่า ปัจจุบันเขามีเงินออมเป็นเงินฝากออมทรัพย์ 30,000 บาท ฝากประจำ 24,000 บาท สลากออมสิน 9,000 บาท สลากดิจิทัล 30.000 บาท (ชุดนี้มีเป้าหมายตอนลูกสาวเข้าเรียนมหาวิทยาลัย) มีเงินออมสำหรับฉุกเฉิน 5,000 บาท และเล่นแชร์เงินต้น 60,000 บาท  คำถามคือ อยากทราบเรื่องการออมเงินแบบกองทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง

เรื่องที่น่าชื่นชมเรื่องแรก คือ นี่เป็นตัวอย่างของ “เงินน้อย” ก็สามารถบริหารจัดการได้ หลายคนที่คิดว่า เรามีเงินเดือนแค่นี้ จะทำอะไรได้ ก็ลองดูกรณีนี้เป็นกรณีศึกษานะคะ เรื่องที่สองคือ ต้องชื่นชมการจัดสรรปันส่วนเงินตามเป้าหมาย ว่าเงินก้อนนี้มีเป้าหมายเพื่ออะไร ไม่ว่าจะเป็นเงินออมสำหรับฉุกเฉิน และเงินสำหรับเตรียมความพร้อมเรื่องการเรียนของลูก

การแยกเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว จะทำให้การเงินของเราไม่มั่วค่ะ

แม้กระทั่งเรื่องภาระหนี้สินก็ถือว่า ไม่น่าห่วงค่ะ เพราะรายได้ของสามี-ภรรยาสองคนรวมกันราว 24,000 บาท ถ้าตามสูตรการจัดการหนี้ ก็ไม่ควรก่อหนี้เกิน 1 ใน 3 ของรายได้ ตกประมาณ 7,200 บาท การผ่อนบ้านในอัตรา 7,400 บาท ก็ถือว่าตามเกณฑ์ค่ะ ที่น่าเป็นห่วงเรื่องเดียวก็คือ เรื่อง “แชร์” ค่ะ เพราะหลายครั้งที่วงแชร์ที่เราไปลงไว้มีปัญหา อันนี้ถือเป็นความเสี่ยงประการสำคัญของครอบครัวนี้

เอาเป็นว่า ถ้าเป็นไปตามที่คุณสามีให้ข้อมูลไว้ ก็แปลว่า ครอบครัวนี้มีรายได้ไม่มาก แต่รายจ่ายก็ไม่มากไปด้วย เข้าทำนอง “ใช้น้อยกว่าที่หาได้” ทำให้แต่ละเดือนคุณพ่อน่าจะมีเงินเหลือราว 4,000-5,000 บาท ซึ่งก็ถือว่า เยอะเลยทีเดียว คำถามคือ เงินจำนวนนี้จะเอาไปบริหารต่อยอดผ่าน “กองทุนรวม” แบบไหนดี

เป็นคำถามที่น่าสนใจและท้าทาย แต่เป็นเรื่องที่จะตอบโจทย์เรื่อง “ผลตอบแทน” กับ “ความเสี่ยง” ได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะในขณะที่คุณผู้ชายท่านนี้มองหา “ผลตอบแทน” ด้วยการตั้งคำถามว่า จะนำเงินไปลงทุนในกองทุนแบบไหนดี สิ่งที่ไม่อาจละเลยคือ “ความเสี่ยง” จากความไม่แน่นอนในชีวิต

เพราะข้อเท็จจริง ก็คือ ถึงแม้ครอบครัวนี้จะหาได้น้อย (กว่าอีกหลายครอบครัว) และใช้น้อย มีเหลือเก็บมาก แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่า มีรายได้มากพอที่จะเสี่ยงได้ ขณะที่การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงค่ะ จะเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ก็เสี่ยงทั้งนั้น ดังนั้น ถ้าเป็นกรณีนี้ ดิฉันไม่แนะนำให้เสี่ยงค่ะ เพราะหากเกิดเหตุการณ์พลิกผันขึ้น เราจะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เงินต้นจะต้องไม่หาย และเงินจะต้องไม่ติดล็อค

บอกเผื่อสำหรับท่านอื่นที่รายได้เรายังน้อยไปพร้อมกันเลยว่า ให้ออมไปเรื่อยๆ ค่ะ เลือกบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยพิเศษไม่เสียภาษี ถึงผลตอบแทนไม่มากแต่ดีที่สุดแล้วในภาวะที่เรายังไม่พร้อมเสี่ยง จนแน่นอนว่าเงินในถังคือเงินออมของเรางอกเงยเต็มที่ มีเงินสำรองฉุกเฉินไว้ 6 เท่าของรายจ่ายประจำเดือน เราก็ค่อยๆ แบ่งส่วนนั้นทยอยนำออกมาโลดแล่นแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุน เริ่มต้นเบาๆ จากกองทุนผสม (แบบลงทุนตราสารหนี้ 50% หุ้น 50%) หรือถ้าพร้อมจะรับผลขาดทุนได้บางช่วง และมีเวลาอดทนรอให้กลับมามีกำไร จะเลือกลงทุนกองทุนหุ้น 80% ตราสารหนี้ 20% ก็ได้

กรณีของคุณพ่อท่านนี้ รอให้ลูกสาวเข้ามหาวิทยาลัยในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ประเมินรายจ่ายค่าเรียนค่าอะไรต่างๆ ของลูกแล้วค่อยคิดก็ได้ค่ะ หรือรออีกนิดเมื่อลูกเรียนจบ มีรายได้จากคุณพ่อคุณแม่และคุณลูก ตอนนั้นเงินออมคงมากพอสำหรับนำมาลงทุนในกองทุนหุ้น อาจจะเน้นหุ้นปันผล ก็ยังไม่สายค่ะ

หลายๆ ทฤษฎีอาจจะบอกว่า “คนที่ไม่ยอมเสี่ยงเลย ก็เท่ากับกำลังเสี่ยง” แต่หลายๆ ครั้ง ถ้าเราไม่พร้อมเสี่ยง ก็คือ เราไม่เสี่ยงค่ะ เมื่อไม่นานมานี้ ดิฉันเพิ่งคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เพิ่งเหมือนกันทราบว่า ท่านเคยจ้างที่ปรึกษากฏหมาย (น่าจะเสียค่าใช้จ่ายหลักแสน) เพื่อจัดเตรียมเอกสารเข้าประมูลทีวีดิจิทัล ท่านเล่าว่า คืนก่อนที่จะเข้าประมูล เตรียมเอกสารพร้อม เตรียมเงินหลักพันล้านบาทพร้อม แต่คิดว่าถ้าประมูลได้จริง จะหาใครมาทำงาน หรือจะหารายการจากไหนมาใส่ให้เต็มผัง สุดท้าย เมื่อคิดตกแล้ว ท่านก็เก็บเอกสารเข้าลิ้นชัก ปิดไฟเข้านอนอย่างสบายใจ เสียเงินแสน โดยที่เงินพันล้านก็ยังนอนในบัญชีอยู่อย่างนั้นจนถึงวันนี้ วันที่ทีวีดิจิทัลหลายช่องยอมมอบตัว ขณะที่อีกหลายช่องก็บาดเจ็บไม่น้อย

เมื่อไม่เสี่ยง ก็แปลว่า ไม่เสี่ยงค่ะ