Home ลงทุน สินทรัพย์ดิจิทัล กฏข้อแรก”ต้องมีความเข้าใจ” ก่อนคิดลงทุนคริปโต

กฏข้อแรก”ต้องมีความเข้าใจ” ก่อนคิดลงทุนคริปโต

1264
0
SHARE
บล็อกเชน
บล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล จะเป็นนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเงินของโลก แต่ยังมีความเสี่ยงสำหรับผู้ที่จะลงทุน ต้องมีความเข้าใจเป็นพื้นฐานก่อนตัดสินใจลงทุน

คริปโต

 

จากเมื่อสองปีก่อนมีกระแสข่าวและความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะบิตคอยน์ ที่ประชาชนจำนวนมากเข้าใจว่าเป็นการหลอกลวง ถูกโกง หรือกระทั่งเข้าใจว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ จนมาถึงวันนี้นวัตกรรมต่างๆอย่าง บล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ได้เข้ามามีบทบาทมีผลต่อชีวิต และอุตสาหกรรม

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงานสัมนางานสัมนา “CRYPTOASSETS : The Innovation Investment สินทรัพย์ดิจิทัล นวัตกรรมการลงทุนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต”  โดยระดมความเห็นจากบรรดากูรู เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและอัพเดทสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

แนวโน้มการเติบโตและโอกาส ของบล็อกเชน

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา หนึ่งในผู้ก่อตั้งเว็บเทรด Bitkub และ Group CEO ของ Blockchain Capital Group Holdings Co.,Ltd. กล่าวว่า แนวโน้มของเทคโนโลยีบล็อกเชน ที่เราจะเห็นกันได้ชัดๆคือ ในปี 2013 แบงก์ชาติประกาศห้ามซื้อขายบิตคอยน์ พอมาปี 2015-2016 แบงก์บอกว่าห้ามยุ่งกับบิตคอยน์ แต่มีการประกาศว่าบล็อกเชนจะเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ทั้งที่เป็นเทคโนโลยีเดียวกัน ถัดมาในปี 2017 คนแห่เข้ามาซื้อขายจำนวนมาก ราคาก็ผันผวนสูงตามตลาด จนปัจจุบันหลายภาคส่วนก็นำเข้ามาใช้มากขึ้น

แนวโน้มการเติบโตของเทคโนโลยีบล็อกเชน มีความคล้ายกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาก เนื่องจากระยะแรกก็ถูกปิดกั้น แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเทคโนโลยีจะขับเคลื่อนโลกเมื่อคนเข้าใจมากขึ้น

แรกเริ่มอินเทอร์เน็ตที่เราใช้กันก็ถูกกำหนดให้เป็นระบบปิด เพราะคนยังไม่เข้าใจ ขาดการสนับสนุนของภาครัฐ บล็อกเชนก็เช่นเดียวกัน ข้อดีของเทคโนโลยีมีเยอะมาก แต่สิ่งที่เขายังไม่ใช้เพราะ ทั้งธนาคารและรัฐบาลยังหาทางควบคุมข้อมูลไม่ได้

“เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไม่ใช่บล็อกเชนที่เป็นระบบปิด แต่เป็นบล็อกเชนแบบระบบเปิดที่ทุกคนเข้าถึงได้

ขยายความเรื่องของเทคโนโลยีบล็อกเชน อินเทอร์เน็ตที่เราใช้กันทุกวันนี้เป็นเพียงชั้นแรก ที่ใช้ได้เพียงแค่การส่งข้อมูลเท่านั้น ส่วนบล็อกเชนเป็นชั้นที่ 2 ของอินเตอร์เน็ต เพราะเป็นการส่งต่อ “มูลค่า” ต่อไปแอปพลิเคชันจะถูกสร้างบนเทคโนโลยีบล็อกเชน (ที่เป็นเทคโนโลยีชั้นที่2) การใช้งานจะฟรี ไม่มีตัวกลางและไม่ต้องขออนุญาตใคร เพราะเป็นระบบเปิด

เว็บไซต์ 1.0 มีเพียงข้อมูลให้คนอ่าน 2.0 มีการตอบสนองได้ เช่นเฟสบุ๊ค และต่อไปเว็บไซต์ 3.0 จะเป็นการแลกเปลี่ยนมูลค่า ซึ่งอนาคตทุกวงการจะเข้ามาใช้บล็อกเชน ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะบางคนไม่รู้หรอกว่าบล็อกเชนคืออะไร เพียงแค่เขาโอนเงินฟรีก็เพียงพอแล้ว จะเป็นเทคโนโลยีอะไรก็ได้

โดยเฉพาะวงการตลาดหลักทรัพย์ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่เทคโนโลยีบล็อกเชน กำลังเข้ามามีบทบาทแล้ว คือ การระดมทุน crowdfunding ที่จะเข้ามาทดแทนการทำ IPO(Initial Public Offering) หรือการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไป ที่จะเปลี่ยนไป ไม่ได้อยู่แค่ในประเทศหรือเฉพาะตลาดหลักทรัพยประเทศใดเท่านั้น

ยุคก่อนๆเราต้องไปกู้ธนาคาร จ่ายดอกเบี้ยเพื่อตั้งบริษัท ต่อมาก็เป็นการเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็มีข้อจำกัดที่จะเข้าได้เฉพาะบริษัทที่การเงินดี ทุกอย่างพร้อม ซึ่งปัจจุบันก็มีการแก้ไขข้อจำกัดตรงนั้น มาเป็นการระดมทุนผ่านเว็บไซต์ มีข้อจำกัดรวมถึงต้นทุนที่สูง แต่อนาคตต่อไปจะเป็นการระดมทุนจากทั่วโลก โดยไม่ต้องมีตัวกลาง ทุกอย่าจะพัฒนาเร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด

คริปโตถือเป็นหุ้น 2.0 นักลงทุนต้องมีอยู่ 2 อย่างที่สำคัญคือ 1.อย่าเอาเงินที่ต้องใช้มาลง ให้ใช้เงินเย็นเท่านั้น 2.ความรู้ทางด้านการเงิน ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่าลงทุน

เทคโนโลยีพวกนี้ไม่ได้มาบ่อยๆ หลายเจเนอเรชั่นผ่านไปจะมาสักทีหนึ่ง ฉะนั้นให้เปิดใจเข้าไปศึกษาก่อน โอกาสการลงทุนของคุณก็จะมากกว่าคนอื่น

คริปโตเทคโนโลยีใหม่ที่ห้ามไม่ได้ แต่มีความเสี่ยง

ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ อดีตคณะกรรมการระบบชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าวว่า  ต้องทำความเข้าใจ้ก่อนถึงคำว่า Crypto asset คือสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ไม่ได้มีแค่ Crypto Currency แต่ยังมีตัวอื่นๆอีก เช่น Token ใช้แทนสิ่งของที่มีมูลค่า ทั้งรูปแบบของภายในองค์กร หรือแบบเปิดสาธารณะ

แต่ที่คนทั่วไปรู้จัก และเจอกันมากคือ Crypto Currency อันนั้นเป็นสกุลเงินดิจิทัล ถ้าเปรียบสินทรัพย์ดิจิทัลให้เข้าใจง่ายขึ้น เปรียบเสมือนเงิน ที่ในอดีตเราก็ไม่ได้มีใช้กัน เงินก็เป็นแค่กระดาษ แต่เมื่อทุกคนให้ค่ากับเงิน เราก็จึงใช้เงินเป็นตัวแทนของสิ่งมีค่า สินทรัพย์ดิจิทัลก็เป็นตัวแทนของมูลค่าเช่นกัน

เนื่องจากเป็นสิ่งใหม่ เราไม่สามารถประยุกต์สูตรสำเร็จที่เราเคยเรียนมาเพื่อนำมาใช้วิเคราะห์คริปโตได้เลย เมื่อสิ่งใดที่เราไม่สามารถคาดการณ์แน้วโน้มของมันได้ สิ่งเหล่านี้ยังมีความเสี่ยงมหาศาล ทุกอย่างจะมีช่วงจังหวะฮือฮากันอยู่ระยะหนึ่ง แล้วจะกลับมาทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ

เทคโนโลยีเป็นของจริง แต่ธุรกิจเป็นสิ่งที่หลอกลวงกันมาก อย่างคริปโตที่ส่งเข้ามาในอีเมลล์ของเรานั้น 80% เป็นคริปโตที่ออกมาเพื่อหลอกลวงคนโดยเฉพาะ เพราะมันเป็นธุรกิจข้ามประเทศ เนื่องจากต้นกำเนิดคือมาจากความไม่เชื่อในรูปแบบของเศรษฐกิจอย่างที่เป็นอยู่ ว่าคนที่เป็นส่วนกลางจะดีพอ

จึงมาเป็นสภาวะปัจจุบัน ที่ทุกอย่างเปิดเสรี ทุกธุรกิจจะหันมาใช้ บล็อกเชน ที่เป็นเหมือนเครื่องยนตร์ประเภทแรก คือ DLT รูปแบบหนึ่ง โดยมีวิธีการทำงานคือ ข้อมูลธุรกรรมจะถูกเข้ารหัสและเก็บไว้ในบล็อก แล้วจะส่งสัญญาณไปยังคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย ว่าจะมีธุรกรรมใหม่เกิดขึ้น เพื่อให้ช่วยยืนยัน เมื่อได้รับการยืนยันแล้ว บล็อกก็จะถูกเพิ่มเข้าไปในห่วงโซ่ข้อมูล

แต่ปัจจุบันยังมีตัวอื่นๆอีกมากที่เรียกว่า DLT แต่คุณสมบัติมี 4 ประการ 1.มีความปลอดภัย 2.เปิดเผยข้อมูล ทุกคนเห็นข้อมูลของคนอื่นได้ 3.การระบุข้อมูลมาจากไหน ไปที่ไหน เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และ 4.เป็นข้อมูลเปิดทั้งหมด

แม้จะบอกได้ว่าบล็อกเชนมีจุดอิ่มตัว ตันแล้ว ไม่สามารถรองรับการเติบโตได้มากกว่านี้ แต่ที่จริงบล็อกเชนเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเริ่มต้น เทคโนโลยีใหม่ๆจะมาภายใน 5 ปีนี้

“ของพวกนี้ห้ามไม่ได้ เพราะไม่ใช่ปัญหาในประเทศเลย ทุกอย่างอยู่ต่างประเทศ เพราะทุกอย่างสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้”

ส่วนการที่ภาครัฐมีประกาศต่างๆของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) หรือธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็จะค่อยๆขยับการยอมรับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากในช่วงนี้เพราะยังมีความเสี่ยง ความผันผวนที่สูง เพราะแนวโน้มมาแล้ว เป็นสิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้

ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ภาคประชาชน นักลงทุน ต้องทำคือ การศึกษาหาความรู้ แต่อย่าไว้ใจ เพราะมีความเสี่ยงมีสูงมากจริงๆ ต่อให้เป็นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ก็มีความเสี่ยงจะล้มได้เช่นกัน แต่ในอนาคตมุมของรัฐบาลทุกประเทศจะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มาก ทั้งยังติดตามได้ทุกขั้นตอน ปีหน้ากลไกภายในอาจจะเปลี่ยนก็ได้

ของดี ของใหม่ แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ดีกว่า อาจจะไม่ได้เป็นผู้ที่ชนะในตลาดเสมอไป จึงต้องใช้วิจารณญานไตร่ตรองก่อนการลงทุนเสมอ

 

ชี้นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ

ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ นักลงทุนมืออาชีพ วิทยากรและคอลัมนิสต์เรื่องการลงทุน กล่าวว่า มีความเข้าใจผิดๆอยู่ว่า บล็อกเชนจะทำให้คนสายธนาคารตกงาน แต่จริงๆแล้วไม่ได้ทำให้คนสายนี้ตกงานมากขนาดนั้น แค่มีบ้าง ไม่ต้องห่วง เป็นเพียงแต่การปรับตัวของธุรกิจเท่านั้น ภาคอื่นๆโดนมาแล้ว ทั้งการสื่อสารสื่อมวลชน ความบันเทิง เทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้คนต้องปรับตัวไป

แต่สิ่งที่จะทำให้คนตกงานจริงๆ คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(Ai) กับ เครื่องกลอัจฉริยะ(Robotic machine) ที่จะมาคิดแทนมนุษย์ มาคอยเสิร์ฟของว่าง มาทำทุกอย่างให้เราได้ พวกนี้คือสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า

ผมขอเน้นไปที่ภาคของการลงทุน สำหรับนักลงทุนสกุลเงินดิจิทัล ในปีที่ผ่านมาเราได้พบเห็นเหตุการณ์ใหญ่ช่วงเมษายนปีที่ผ่านมาอย่างรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศให้ทรัพย์สินดิจิทัลเป็นการชำระเงินได้ตามกฎหมายจากราคาจาก 1,000 กลายเป็น 3,000 หรือ กรณีที่รัฐบาลจีนประกาศห้ามออกเหรียญใหม่ ปิดสถานที่แลกเปลี่ยน ราคาจาก 5,000 เหลือต่ำกว่า 3,000 พวกนี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดที่มีความผันผวนสูง

เทรนด์การลงทุน ปีนี้ผมเชื่อว่ายังไม่มา จนกว่าจะปีหน้า ถ้าซื้อต้องซื้อเก็บ สิ่งที่จะทำให้คริปโตขึ้นมาในปีนี้ยังไม่เห็นปัจจัยใดๆที่จะเข้ามามีผลต่อตลาดมากขนาดนั้น

สำหรับผู้ที่ต้องการจะลงทุนก็อย่าให้เกิน 5% หากลงต่อไป ให้ซื้อเพิ่มอีก 1% แต่ถ้าราคาขึ้นให้ถือต่อไป การลงทุนไม่ต้องรีบ

ฉะนั้นการลงทุนคริปโต หรืออะไรก็ตามขอให้คุณอ่านและทำความเข้าใจเยอะๆ คริปโตเคอเรนซี เป็นสิ่งใหม่ที่เข้ามาและจะยังไม่ตาย ให้ดูที่สินทรัพย์ทั่วโลกว่าแนวโน้มไปทางไหน ต้องมองตลาดให้ออก

อย่าเข้าใจผิดเรื่องระดมทุน 

นายปรมินทร์ อินสม ผู้ก่อตั้ง Zcoin สกุลเงินดิจิทัลชั้นนําที่ติดอันดับ 100 ของโลก กล่าวว่า เทคโนโลยีบล็อกเชน คล้ายกับ “สมุดโน๊ต” เป็นที่เก็บรวบรวมข้อมูล แล้วข้อมูลทุกอย่างจากหลายแหล่งมารวมกันในระบบนั่นเอง ส่วนคริปโตก็เป็น “สกุลเงินที่ถูกเข้ารหัส”

หากมองโลกของเรา 10 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีบล็อกเชนจะเข้ามามีบทบาทกับทุกภาพส่วนไม่ใช่เพียงแค่ธนาคาร เพราะวันนี้เทคโนโลยีบล็อกเชนในอีกซีกโลกหนึ่งมีการทำ Token ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนตลาดหุ้นแล้ว มีการระดมทุนไปแล้ว ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นอาจจะไม่ต้องมีตัวกลางอีกต่อไปก็ได้

ส่วนเรื่องที่หอมหวานของ บล็อกเชน คริปโต สำหรับใครหลายคนคือเรื่อง การระดมทุน ICO (Initial coin offering) คือการเสนอขายเหรียญในระยะเริ่มต้น คือการระดมทุนในรูปแบบหนึ่ง โดยช่วงต้นปีที่ผ่านมา ICO มีคำหวานที่ทำให้หลายคนบอกว่าไม่ต้องอ่านข้อมูล ก็ทำกำไรได้แล้ว ทำให้ใครหลายคนหลงเข้าใจผิดกับตรงนี้ ความจริงมีหลายบริษัทที่ทำการเสนอขายเหรียญ แต่ไม่สามารถระดมทุนได้ถึงยอด ดังนั้น เมื่อมีผลประโยชน์เข้าล่อใจ ก็จึงต้องมีกฎที่เข้ามาควบคุม

ในประเทศไทยเองไม่ได้มีกฎหมายที่เข้ามาทำการควบคุมการซื้อขายในฝั่งของผู้ลงทุน แต่ได้ควบคุมผู้ให้บริการแทน