Home ทิศทางเศรษฐกิจ ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนร่วงตั้งแต่ต้นปี ผวาสงครามการค้า-เฟดขึ้นดอกเบี้ย

ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนร่วงตั้งแต่ต้นปี ผวาสงครามการค้า-เฟดขึ้นดอกเบี้ย

595
0
SHARE
ความเชื่อมั่นนักลงทุน

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน เดือนม.ค.62 ลด 5.25% อยู่ในเกณฑ์ทรงตัว (Neutral) มองในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงต่อ เหตุนักลงทุนกังวลความเสี่ยงจากนโยบายทางการค้าของสหรัฐ การไหลเข้าออกของเงินทุนจากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนมกราคม 2562 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ที่ 92.75 ปรับตัวลดลง 5.25% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ทรงตัว (Neutral)

ในขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่สามติดต่อกันอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว (Neutral) เช่นเดิม โดยผลสำรวจพบว่านักลงทุนกังวลความเสี่ยงจากนโยบายทางการค้าของสหรัฐ การไหลเข้าออกของเงินทุนจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยนักลงทุนเชื่อมั่นสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ เดือนธันวาคม เคลื่อนไหวปรับตัวลดลงตลอดเดือน จากระดับสูงสุดที่ 1672 จุด มาต่ำสุดที่ 1548.37 จุด ก่อนมาปิดที่ 1563.88 จุด จากความกังวลผลกระทบการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังไม่คืบหน้า

การประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายชองสหรัฐ 0.25% มาอยู่ที่ 2.00-2.25% การประกาศยุติมาตรการ QE ของ ECB การประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี และการปรับลดคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยและโลกปี 2562

“คิดว่าปีนี้สถานการณ์เศรษฐกิจ ลดความร้อนแรงลง แต่ยังไม่ถึงกับชะลอตัว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ดีต่อตลาดหุ้น” 

ทั้งนี้ ทิศทางการลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนมาจากปรับขึ้นนโยบายทางการเงินของสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ความกังวลต่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน และผลกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง เป็นปัจจัยความเสี่ยงที่นักลงทุนติดตามมากที่สุด ขณะที่นักลงทุนเชื่อมั่นเศรษฐกิจในประเทศจากการเข้าสู่การเลือกตั้ง และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

กลุ่มธุรกิจที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร (BANK) หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) และหมวดพาณิชย์ (COMM)

หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด
กลุ่มธุรกิจที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด ม.ค.62

ส่วน กลุ่มธุรกิจที่ไม่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด นักลงทุนมองว่าเป็นหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ (MEDIA) หมวดเหล็ก (STEEL) และหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP)

 กลุ่มที่ไม่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด ม.ค.62
กลุ่มธุรกิจที่นักลงทุนไม่ให้ความสนใจมากที่สุด ม.ค.62

นอกจากนี้ ยังมีระเด็นหลักที่ต้องพิจารณาคือ ความคืบหน้าการเจรจานโยบายทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน การปรับลดคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐลงเหลือ 2 ครั้งในปี 2562 การโหวตข้อตกลง Brexit ในสภาอังกฤษในเดือน ม.ค. และเศรษฐกิจโลกที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลง รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยภายหลังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี และการเข้าสู่การเลือกตั้งที่กำลังมีขึ้นในช่วงต้นปี 2562 ด้วย

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์

ด้าน นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด มองถึง สัญญาณการลงทุนในมุมมองสถาบันต่างประเทศ ว่ามี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1. ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ เนื่องจากปัจจุบันความขัดแย้งภายในสหรัฐฯเริ่มม่ีความชัดเจนมากขึ้น อาทิ สร้างกำแพงระหว่างสหรัฐและแม็กซิโก เกิดประเด็นการถกเถียงเกี่ยวกับการเมืองในสหรัฐเอง ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจอาจจะช้าลง หรือแม้แต่การที่ธนาคารกลางอเมริกาหรือเฟดขึ้นดอกเบี้ยยากขึ้น นักลงทุนจะจับตาดูตัวการลดงบดุล 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ทางหลักทรัพย์ CLSA เชื่อว่าไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยเหมือนที่พูดไว้ หรือไม่ขึ้นเลยสักครั้ง เมื่อดอกเบี้ยขึ้นไม่ได้ จะทำให้เงินดอลลาร์ซึ่งแข็งค่ามาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาอ่อนตัวลงตามเทรนด์ดอกเบี้ย จะเปิดช่องว่างให้หุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เอื้อให้ไทยและอาเซียนกลับมาเอ้าท์เพอร์ฟอร์มได้

2. การค้าโลก ควรจะโตได้ดีกว่าปีที่แล้ว และจะเป็นตัวช่วยให้เงินเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ อาเซียน และไทยได้

3. การเริ่มกลับเข้าสู่วงจร การเกิดวิกฤติการเงินโลก หลังจากที่ไม่เกิดขึ้นนาน 11ปี เพราะฉะนั้นภายใน1-2ปีจะเกิดวิกฤตการเงินขึ้น แต่ยังไม่ใช่ปีนี้ เมื่อเข้าสู่ปีหน้าความตึงเครียดที่ส่งผ่านเครดิตสเปรด ที่สะท้อนจากเอกชนเริ่มไม่มีความสามารถในการคืนดอกเบี้ยได้ครบ ช่วงกลางและปลายปีหน้า อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้เช่นกัน ในขณะที่ยุโรป ยังมีปัญหาการเมืองและเรื่องชาตินิยม โอกาสที่จะลด QE และขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ส่วนประเทศจีน ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้แบบที่เคยทำสมัยเกิดวิกฤติครั้งก่อน แต่จะใช้วิธีผลักดันการซัพพลายไซส์รีฟอร์มในประเทศของตัวเอง ทำกลไกตลาดให้มีการบาลานซ์อุปสงค์อุปทานภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะทำให้จีนเริ่มสนใจลงทุนในประเทศไทยแบบจริงจัง ทั้งลงทุนโดยตรง ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงสภาวะเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในขณะที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะทำให้นักลงทุนหลายประเทศกล้าเข้ามาลงทุนหรือเซ็นสัญญามากขึ้น

ทั้งนี้ นายปริญญ์ คาดปีนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯปีนี้ อยู่ที่ 1850 จุด P/E อยู่ที่ 14.8 เท่า ซึ่งมองว่าไม่แพงไปนักถ้านักลงทุนต่างชาติหันมาให้ความสนใจ อีกทั้งมองว่าไทย มีภาระหนี้น้อย เงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพ ระบบการเงิน และสถาบันทางการเงิน มีวินัยทางการคลัง จะทำให้โดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศอื่น ๆ ที่ยังมีภาวะหนี้สูง และมีเงินทุนไหลออกด้วย