Home เงินทอง เงินกู้ คาด”อสังหาฯเร่งหนีมาตรการธปท.-รถยนต์ใหม่” หนุนสินเชื่อแบงก์ไตรมาส4โต

คาด”อสังหาฯเร่งหนีมาตรการธปท.-รถยนต์ใหม่” หนุนสินเชื่อแบงก์ไตรมาส4โต

659
0
SHARE
ภาวะเศรษฐกิจ

การติดตามภาวะเศรษฐกิจที่เห็นได้ง่ายที่สุด คือ ฐานะของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และสภาพคล่อง และยิ่งใครต้องการติดตามผลประกอบการของธนาคารเป็นอย่างไร สิ่งที่ต้องดูคือการขยายตัวของสินเชื่อ ที่ยังเป็นรายได้หลัก 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สรุปข้อมูลสินเชื่อ เงินฝาก และสภาพคล่อง ของธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง ณ สิ้นเดือนกันยายน2561 จากเอกสารรายการย่อแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน (ธ.พ.1.1) ที่บรรดาธนาคารพณิชย์รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) มีประเด็น ดังนี้

ภาพรวมสินเชื่อสุทธิเดือน ก.ย. 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 3.76 พันล้านบาท หรือ 0.03%เป็น 11.345 ล้านล้านบาท

ส่วนหนึ่งเป็นปัจจัยฤดูกาลที่ความต้องการสินเชื่อในไตรมาสที่ 3 มักชะลอตัว อย่างไรก็ดี เนื่องจากปีนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากสินเชื่อรายย่อยที่ขยายตัวได้ดีทุกประเภท จึงทำให้ยอดคงค้างสินเชื่อสุทธิรวมในเดือนนี้ยังปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนและไตรมาสก่อนรวม ทั้งขยายตัวได้ถึง 5.78%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ แม้ว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีจะปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ยอดคงค้างของสินเชื่อธุรกิจในภาพรวมปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมีการชำระคืนสินเชื่อ ประกอบกับธุรกิจบางส่วนอาจมีทางเลือกในการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ เพื่อล็อกต้นทุนทางการเงินก่อนที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศจะมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

สินเชื่อธนาคารพาณิชย์

ภาพรวมเงินฝากเดือน ก.ย. 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 3.93 พันล้านบาท หรือ 0.03%  เป็น 12.276 ล้านล้านบาท

แต่ละธนาคารต่างมีความเคลื่อนไหวแตกต่างกันไปตามสภาพคล่องโดยรวมของตน ทั้งนี้เพื่อบริหารจัดการสภาพคล่องให้เกิดประโยชน์สูงสุด และควบคุมต้นทุนการเงินโดยรวมที่เริ่มมีทิศทางขยับขึ้น

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนและสิ้นปีก่อน เงินฝากยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 4.91% และ 1.47% ตามลำดับ

ภาพรวมสภาพคล่องของธนาคารผ่อนคลายลงเล็กน้อย แม้ว่าสินเชื่อสุทธิและเงินฝากจะปรับตัวในทิศทางเดียวกันและมีปริมาณใกล้เคียงกัน แต่ธนาคารบางแห่งมีการออกตราสารหนี้และเงินกู้ยืมเพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนเงินให้สินเชื่อรวมต่อเงินฝากที่รวมตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม (LTD+Borrowing Ratio) ขยับลงเป็น 87.43%จากระดับ 87.63%ในเดือนก่อนหน้า และสอดคล้องกับอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องต่อสินทรัพย์รวมที่ปรับขึ้นมาที่ 21.30% จากระดับ 21.01% ในเดือนก่อน

แนวโน้มสินเชื่อในไตรมาสสุดท้ายของปี2561

แม้จะมีปัจจัยสนับสนุนหลายทาง โดยเฉพาะปัจจัยฤดูกาลที่คงมีผลบวกต่อสินเชื่อทุกประเภท แต่ในส่วนของสินเชื่อธุรกิจและเอสเอ็มอี ยังต้องจับตาผลกระทบจากภาคต่างประเทศโดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยว หลังมีสัญญาณชะลอตัวในช่วงปลายไตรมาส 3 ที่ผ่านมา

ในส่วนของสินเชื่อรายย่อยนั้น คาดว่าปีนี้คงมีปัจจัยเฉพาะที่ช่วยหนุนการเติบโตของสินเชื่อได้ในทุกประเภท ได้แก่

1) สินเชื่อเพี่อที่อยู่อาศัย จากการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นปี 2561 ในช่วงก่อนที่แนวนโยบายการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของ ธปท. จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2562

2)สินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถ จากความต้องการซื้อรถใหม่ที่แข็งแกร่งในปีนี้

3)สินเชื่อบุคคลไม่มีหลักประกัน (บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับฯ) จากการแข่งขันทั้งเรื่องราคา และช่องทางการตลาดใหม่ผ่านดิจิทัลเลนดิ้ง

สำหรับแนวโน้มเงินฝากในช่วงที่เหลือของปีธนาคารคงมุ่งบริหารจัดการต้นทุนการเงินและการใช้ประโยชน์จากสภาพคล่องให้เกิดสมดุล ซึ่งคงเผชิญความท้าทายมากขึ้นท่ามกลางภาวะการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์การออมอื่นๆ เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่คงเข้มข้นขึ้น ตามปัจจัยเชิงฤดูกาลในช่วงท้ายปี ประกอบกับการเตรียมการรับมือกับโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปีหน้าด้วย