Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล 5คาถากันภัย

5คาถากันภัย

1173
0
SHARE

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารออมสินส่งหนังสือชี้แจงข่าวลือที่แพร่สะพัดในโลกออนไลน์ว่า ประชาชนผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีได้เดินทางไปเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีกระแสข่าวลือว่า ประชาชนที่เปิดบัญชีและทำบัตรเอทีเอ็มกับธนาคาร จะได้รับเงิน 3,000 บาทจากรัฐบาล ซึ่งข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

อ่านข่าวนี้แล้ว ขออนุญาตบอกตามตรงว่า บางครั้งก็งงเหมือนกันนะคะว่า ทำไมคนจำนวนไม่น้อยมักจะเชื่อ “ข่าวลือ” มากกว่า “ข่าวจริง”

อาจจะเป็นเพราะข่าวลือมันจะออกทาง “ได้” มากกว่าข่าวจริงที่จะออกทาง “เสีย” โดยที่ลืมนึกไปว่า เรื่องที่ “ได้” ส่วนมากก็ล้วนเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีข่าวลือเรื่องรัฐแจกเงิน 3,000บาท หรือแม้กระทั่งก่อนหน้านี้ที่ลือว่า ถ้าไม่รีบถอนเงินที่รัฐโอนเข้าบัญชีให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการของรัฐคนละ500บาทเมื่อปลายปีที่แล้วภายใน 3 วันจะถูกริบเงินคืน ก็ทำเอาแห่ไปถอนกันข้ามวันข้ามคืน จนเงินหมดตู้

เรื่อง “เราต้องได้” หรือเรื่อง “เราจะไม่ยอมเสีย” จึงมาเป็นอันดับหนึ่ง หลังจากนั้นก็จะตามมาด้วยเรื่องถูกหลอก เพราะจะมีผู้หวังดีอาศัยจังหวะนี้นำเสนอบริการพิเศษ เช่น รับถอนเงินให้ (หรือจ่ายเงินให้ก่อน) แต่ขอหักหัวคิวนะ จากที่ได้ 500 บาทเต็มจำนวนที่รัฐจ่าย ก็เอาไป 400ที่เหลืออีก 100 บาทถือเป็นค่าดำเนินการ

เท่ากับเราเสียค่าหัวคิว (จากเงินของตัวเองแท้ๆ) ไป 20%เลยนะคะ

เคยถามน้องที่ถูกโกงแชร์ผ่านเฟซบุ๊คว่า ออกข่าวกันโครมๆ ว่าอย่าไปหลงเชื่อเล่นแชร์กับใครก็ไม่รู้ผ่านเฟซบุ๊ค เพราะมีคนถูกโกงมาก่อนหน้าเราเยอะเลย ไม่เคยเห็นข่าวผ่านตาบ้างหรือ คำตอบร้อยละร้อยคือ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย ไม่เคยรู้ ถ้ารู้ก็คงไม่เล่น ที่แปลกใจก็เพราะข่าวแบบนี้ไม่เคยเห็น แต่เวลามีข่าวลือออกมาเมื่อไหร่ เป็นต้องเคยรู้เคยเห็นหรือเคยเชื่อกันทุกคน

การรับมือกับการถูกหลอก ซึ่งปัจจุบันนี้มีเยอะเหลือเกิน อย่างแรกเลย ก็คือ หนึ่งต้องมีสติตั้งสติก่อนเมื่อได้รับข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นแจกเงินฟรี ถูกรางวัล ถูกเรียกเก็บเงิน ชวนลงทุนให้ผลตอบแทนสูง หรือแม้กระทั่งได้รับโทรศัพท์ จดหมายหรือแม้แต่อีเมล์ว่า หมายเลขโทรศัพท์เราไปเกี่ยวข้องกับการประพฤติมิชอบ หรือบัญชีธนาคารถูกล็อค หรือมีการแจ้งใช้จ่ายซื้อสินค้าออนไลน์โดยที่เราไม่ได้ซื้อ

ตั้งสติให้ดี อย่าเผลอตกใจแล้วให้ข้อมูลส่วนตัว ทั้งเลขที่บัตรประชาชน หมายเลขบัตรเครดิต หรือรหัสบัตรหรืออะไรที่เป็นข้อมูลความลับของเรา

หลังจากนั้น สองต้องตั้งข้อสังเกต ว่าข้อมูลที่เราได้รับนั้น จริงหรือไม่จริงอย่างไร ถ้าไม่แน่ใจว่า จริงหรือไม่ ให้ สาม“ตรวจสอบ” ค่ะ แต่อย่าไปตรวจสอบกับคนที่ส่งมาหรือมาชวนนะคะ ให้ตรวจสอบกับหน่วยงานจริงหรือต้นสังกัดจริง เช่น เช็คกับธนาคารพาณิชย์โดยตรงกรณีธุรกรรมทางการเงิน หรือเช็คกับสรรพากรกรณีภาษี หรือถ้าเป็นเรื่องการชวนให้ไปลงทุนแปลกๆ ก็เช็คกับหน่วยงานกำกับ ทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีทั้งเว็บไซต์ ทั้งคอลล์เซ็นเตอร์ ให้ตรวจสอบได้ตลอดอยู่แล้ว

ส่วนถ้าจะเช็คผ่าน “กูเกิล” ต้องบอกก่อนว่า ระวังถูกหลอกซ้ำนะคะ เพราะคนหลอกส่วนใหญ่จะมี “หน้าม้า” คอยโพสต์ในที่ต่างๆว่า ได้เงินจริง ได้มาก ได้เยอะ ดังนั้น ไม่แนะนำให้เช็คแบบใช้วิธีดู “รีวิว” ในโลกโซเชียลค่ะ

ข้อสำคัญที่จะเป็นคาถากันภัยอีกประการ คือ สี่ต้องเปิดกว้าง ไม่ใช่แค่เปิดหูเปิดตารับฟังข่าวสาร แต่ต้องเปิดใจรับฟังความเห็นของคนอื่นด้วย เพราะหลายๆ ครั้งที่เราพบว่า เมื่อมีคนเตือนด้วยความหวังดี เรามักจะไม่ฟัง เพราะสิ่งที่เขาพูด ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้ยิน การไม่ฟังคนอื่น ปิดรับข่าวสาร เลือกฟังเลือกเสพเฉพาะที่ต้องการ ก็อาจจะนำภัยมาสู่ตัวได้อีกทางหนึ่งค่ะ

สุดท้ายหากว่า พลาดพลั้งถูกหลอกลวงจริงๆ ต้องรู้จัก “ห้าจำกัดความเสี่ยง” ของตัวเองค่ะ ในที่นี้หมายถึงบางอย่างเสียแล้วต้องเสียไป เรายังหาใหม่ได้ อย่าเสียดายแล้วพยายามหาทางเอาคืนด้วยการลงทุนเพิ่ม หรือถูกหลอกให้จ่ายเงินเพิ่ม ให้คิดว่า จบแค่นั้นคือจบ อย่าถลำลึก เพราะได้กลับมาไม่คุ้มกับที่เสียเพิ่มค่ะ