Home ลงทุน มุมธุรกิจ คุณแม่ชาวไทย ช้อปออนไลน์พุ่ง 62.43% ผ่านเฟซบุ๊ก ลาซาด้า มากที่สุด

คุณแม่ชาวไทย ช้อปออนไลน์พุ่ง 62.43% ผ่านเฟซบุ๊ก ลาซาด้า มากที่สุด

927
0
SHARE
คุณแม่ยุคใหม่

ผลการศึกษาพฤติกรรมคุณแม่คนไทยยุคใหม่ ชี้ใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้นหลังจากตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นมากกว่า4 ชั่วโมงต่อวัน และมีพฤติกรรมช้อปออนไลน์สูงถึง 62.43% ผ่านทางสมาร์ทโฟน โดยนิยมซื้อสินค้าออนไลน์  Facebook, Lazada และ Shoppee มากที่สุด

theasianparent.com เว็บไซต์เกี่ยวกับครอบครัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำการสำรวจพฤติกรรมกลุ่มคุณแม่คนไทย ในปัจจุบัน ซึ่งพบว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและเป็นเป้าหมายทางการตลาดที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีการใช้บริการครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ และบริการตั้งแต่ผลิตภัณฑ์สำหรับลูกน้อย ไปจนถึงสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ ในเรื่องของการใช้อินเตอร์เน็ตของคุณแม่ไทยรวมทั้งการใช้ชีวิตในรูปแบบดิจิทัล ได้เพิ่มจำนวนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายและเป็นโอกาสสำหรับนักการตลาดในการที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ เพราะเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อสูง ซึ่งไม่ได้ซื้อเฉพาะสำหรับตนเองเท่านั้น แต่รวมถึงทุกคนในครอบครัว  โดยการทำการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มคุณแม่ในปัจจุบันนี้ จำเป็นต้องเน้นในเรื่องของดิจิทัลเป็นลำดับแรก

วีรติ ถิ่นนาเวียง
วีรติ ถิ่นนาเวียง

วีรติ ถิ่นนาเวียง Associate Regional Head of Content, Tickled Media เปิดเผยถึงผลการสำรวจ “Digital Mum Survey 2018” ว่า

จากการสุ่มสำรวจคุณแม่กลุ่มตัวอย่าง ช่วงอายุ ระหว่าง 20-45ปี กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 35,000 บาทต่อครอบครัว จำนวนกว่า 1,000 คน โดยการทำแบบประเมินทางออนไลน์

พบว่า คุณแม่ส่วนใหญ่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้นหลังจากตั้งครรภ์ โดยใช้งานมากถึง 46.69% เพิ่มขึ้นมากกว่า4 ชั่วโมงต่อวัน (20.75%)

ซึ่งเวลาส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการท่องโซเชียลมากที่สุด (77.10%) รองลงมาจะเป็นการเข้าไปหาข้อมูลตามเว็บไซต์เกี่ยวกับครอบครัว (Parenting Sites) (75.31%) ถัดมาคือ ซื้อของออนไลน์ (62.43%) ค้นหาข้อมูลทั่วไปทางอินเทอร์เน็ต (42.58%) เช็คอีเมล์ (37.57%) และเรื่องอื่น ๆ (4.29%)

อุปกรณ์ที่คุณแม่นิยมใช้ในการท่องอินเทอร์เน็ต

อุปกรณ์ที่ใช้ในการค้นหาข้อมูล เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ (91.95%)โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 1-3ชั่วโมงต่อวัน ถัดมาเป็นคอมพิวเตอร์ (7.51%) ใช้เวลาน้อยกว่า1 ชั่วโมงในแต่ละวัน และแท็บเล็ต (0.54%) ใช้เวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมงในแต่ละวันเช่นกัน

ระบบปฏิบัติการที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นแอนดรอยด์ อยู่ที่ 70.66% ในขณะที่ ios มีเพียง 29.34% เท่านั้น แต่หากแยกโทรศัพท์ออกเป็นแบรนด์ต่างๆ พบว่า อันดับหนึ่งที่มีผู้ใช้มากที่สุด คือ iPhone (29.34%) ตามมาด้วย Samsung (26.30%) Vivo (12.16%) และ Huawei (9.48%) ตามลำดับ

บทความที่คุณแม่นิยมอ่านมากที่สุด

ประเภทของบทความที่คุณแม่ได้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย และมีการเปิดอ่านอยู่บ่อยครั้ง 5 อันดับ ได้แก่ ครอบครัวและเด็ก (85.69%) อาหาร (63.86%) แฟชั่นและความงาม (38.82%) รีวิวสินค้าต่างๆ (38.28%) และการท่องเที่ยว (36.31%)ตามลำดับ

สำหรับบทความเกี่ยวกับครอบครัวและเด็ก บทความที่คุณแม่อ่านบ่อยที่สุด คือ เรื่องพัฒนาการของทารกและเด็ก (75.85%) รองลงมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพและโภชนาการ (62.43%) ถัดมาเป็นเรื่องการศึกษา (43.11%) ตามลำดับ

ในกรณีที่คุณแม่มีปัญหาหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับครอบครัวและเด็ก ส่วนใหญ่จะเข้าไปค้นหาข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์/แอปพลิเคชั่นเกี่ยวกับครอบครัว (76.03%)ค้นหาข้อมูลจากการเสิร์ช (68.69%) สอบถามจากบุคคลใกล้ชิด (57.25%) ถามจากหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ (51.88%) และดูตามโซเชียลมีเดีย อย่าง เฟซบุ๊ก และเฟซบุ๊กกรุ๊ป (44.72%)

แอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มคุณแม่

กลุ่มคุณแม่มักใช้ในการสื่อสารส่วนมากเป็น Line (89.45%) และ Facebook Messenger (89.27%) ถัดมาจะเป็น Instagram (20.39%) WhatsApp (2.33%) และ Wechat (2.15%)  ตามลำดับ

โดยที่แม่ส่วนใหญ่มักจะชอบเข้าไปมีปฎิสัมพันธ์กับคุณแม่ท่านอื่นๆ ผ่านกลุ่มของเฟซบุ๊กหรือชุมชนออนไลน์ต่างๆ เกือบตลอดทั้งวัน (30.05%) ทั้งยังมีบัญชีโซเชียล (Social Media accounts) ที่เป็น Facebook มากเป็นอันดับหนึ่ง(97.50%) รองลงมาเป็น Line (93.02%) ที่ต่างจากกันเพียงเล็กน้อย ถัดมาเป็น Instagram (60.11%) YouTube (55.46%)Twitter (20.39%) ตามลำดับ

การติดตามโซเชียลมีเดียของสินค้าและบริการแบรนด์ต่างๆ นั้น คุณแม่มักจะติดตามเพราะต้องการอัปเดตสินค้าล่าสุดหรือข้อเสนอใหม่ๆ เป็นอันดับแรก (77.10%)รองลงมา คือ ต้องการทราบถึงโปรโมชั่น และส่วนลดต่าง ๆ (74.42%)

สำหรับประเภทของสินค้าหรือบริการที่คุณแม่ติดตามมากที่สุด 5 อันดับ

สินค้าเด็ก (87.30%)
สินค้าแฟชั่นและของออนไลน์(57.96%)
อาหาร (52.95%)
สุขภาพ (41.68%)
และการท่องเที่ยว (36.49%)

พฤติกรรมการซื้อสินค้าหรือบริการของกลุ่มคุณแม่

เสิร์ชหาข้อมูล/ดูรีวิวสินค้าหรือบริการเป็นอันดับแรก (74.42%) ถัดมาจะดูจากเว็บไซต์/แอปพลิเคชั่นเกี่ยวกับครอบครัว (70.13%) ดูจากโซเชียลมีเดีย (55.10%) และสอบถามจากบุคคลใกล้ชิด (41.86%)

โดยก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการมักจะทำการเสิร์ชหาข้อมูล/ดูรีวิวสินค้าหรือบริการเป็นอันดับแรกเช่นเดียวกัน (62.97%) ถัดมาจะดูตามเว็บไซต์/แอปพลิเคชั่นเกี่ยวกับครอบครัว (58.14%) และสอบถามจากบุคคลใกล้ชิด (49.91%)

ทางด้านของการซื้อสินค้าออนไลน์ แม่ไทยส่วนใหญ่จะซื้อของอย่างน้อยเดือนละครั้ง คิดเป็น 91.05% แบ่งเป็น ซื้อประมาณ 2-3ครั้งต่อเดือน (31.66%) ซื้อเดือนละครั้ง (30.05%)หลายครั้งต่อสัปดาห์ (15.21%) และทุกสัปดาห์ (14.13%)ตามลำดับ

เหตุผลที่คุณแม่ชอบซื้อสินค้าออนไลน์เพราะว่าสะดวก (83.89%) ประหยัดเวลา ไม่ต้องออกจากบ้าน (83.10%) และยังได้ราคาที่ถูกกว่า โปรโมชั่นที่ดีกว่า (77.41%)

ประเภทสินค้าที่คุณแม่มักจะซื้อผ่านทางออนไลน์บ่อยๆ 5 อันดับ ได้แก่ เสื้อผ้าเด็ก (74.26%)รองลงมาเป็น ของใช้เด็ก (69.55%) ถัดมาเป็นเสื้อผ้าสำหรับแม่เอง (45.38%) สินค้าเกี่ยวกับเครื่องสำอางและความงาม (39.29%)ของใช้ทั่วไป (39.10%) ของใช้ภายในบ้าน (27.31%)และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (11.79%) ตามลำดับ

โซเชียลมีเดียยอดนิยมของคุณแม่ยุคดิจิทัล

สำหรับช่องทางที่ใช้ซื้อของออนไลน์ อันดับหนึ่งคือ ทางเฟซบุ๊ก (75.44%) อันดับรองลงมา คือ Lazada (70.73%) ถัดมาเป็น Shopee (61.49%) และ Line (42.24%) ตามลำดับ

นอกจากนี้ผลสำรวจยังชี้ว่า คุณแม่กว่า 98% มักจะเป็นผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อของเข้าบ้าน และคุณแม่มากถึง 58.86% มักจะเป็นคนตัดสินใจซื้อของเข้าบ้านทุกครั้ง ส่วนคุณแม่อีก 39.18% จะเปิดโอกาสในคนอื่นๆ ในบ้านทำหน้าที่ซื้อของเข้าบ้านในบางครั้ง

เสวนา Digital Mum 2018
เสวนา Digital Mum 2018

นอกจากนี้ในช่วงท้าย ยังมีงานเสวนา “เจาะลึกไลฟ์สไตล์คุณแม่พร้อมเปย์ยุคดิจิทัล” โดย มีการพูดคุยร่วมกันกับกลุ่มคุณแม่ยุคใหม่เจ้าของบล็อกเกอร์ดังร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงในการใช้อินเตอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน และแนวทางในการทำการตลาดที่เหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มคุณแม่

จริยาภรณ์ วงศ์สวัสดิ์
จริยาภรณ์ วงศ์สวัสดิ์

นางจริยาภรณ์ วงศ์สวัสดิ์ หรือ ที่รู้จักในนามคุณแม่แอร์ แห่ง TheLovelyAir.com เปิดเผยว่า ตนเองอยู่ใน 2 สถานะ โดยเป็นทั้งลูกค้าและมีธุรกิจขายของเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของแม่หลังคลอดเป็นของตัวเอง โดยจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ รวมทั้งเป็นเจ้าของบล็อกเกอร์

ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้อินเตอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อมาผสมผสานกับประสบการณ์จริงของตัวเองก่อนรวบรวมเป็นบทความในเพจ เพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนกับคุณแม่คนอื่น ๆ ได้อย่างถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ และสามารถอ้างอิงได้ นอกจากนี้ยังใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูลต่าง ๆ มาเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน เช่น ซื้อสินค้า เป็นต้น 

ส่วนสถานะของการเป็นผู้ขาย นางริยาภรณ์ มองว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเชื่อถือ คือความจริงใจในการทำธุรกิจ หากเป็นคนรีวิวจะต้องใช้สินค้านั้นจริง ๆ และรู้ข้อมูลของสินค้านั้นจริง ๆ เพราะคนดูรับรู้ได้ถึงพลังของการสื่อสาร และเกิดความเชื่อถือได้

ภญ.ญาธิป พิริยะพงศ์ศักดิ์
ภญ.ญาธิป พิริยะพงศ์ศักดิ์

ด้าน ภญ.ญาธิป พิริยะพงศ์ศักดิ์ หรือ คุณแม่น้ำหวาน เจ้าของเพจ Happy Mommy Diary กล่าวว่า แม้จะเรียนจบด้านเภสัชกรรมมา และมีความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพอยู่มาก แต่เมื่อต้องดูแลลูกด้วยตัวเองในชีวิตจริงก็ยังเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ และทุกครั้งที่ต้องเจอปัญหา จะอาศัยข้อมูลในอินเทอร์เน็ตในเบื้องต้น รวมถึงใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสอบถามคุณแม่คนอื่น ๆ ที่มีประสบการณ์มากกว่าเพื่อความมั่นใจ

ภญ.ญาธิป ยังกล่าวอีกว่า ชีวิตก่อนมีลูกและหลังจากมีลูกแล้วนั้นมีความแตกต่างกันมาก ตอนที่ไม่มีลูกสามารถเดินทางไปทุกที่ที่ต้องการ แต่เมื่อมีลูกแล้วต้องให้เวลากับลูกและมีภาระเยอะขึ้น หลังจากที่เป็นแม่จึงมีพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไป คือ ยินดีที่จะจ่ายมากขึ้นแต่มีความสะดวกสบาย และความสุขกับการซื้อสินค้าในราคาที่ถูกผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต

นริสรา เลิศวิทยา
นริสรา เลิศวิทยา

ส่วน นริสรา เลิศวิทยา Account Director, Tickled Media กล่าวว่า ตนเองมีการใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นข้อมูลมากขึ้น ตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ เริ่มหาข้อมูลในการดูแลครรภ์ เสื้อผ้าเด็ก การดูแลลูก 

ซึ่งสาเหตุที่เลือกจับโทรศัพท์มาเป็นตัวช่วยเพราะสามารถหาข้อมูลได้เร็วที่สุด ซึ่งนอกจากการใช้อินเทอร์เน็ตหาข้อมูลเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีการซื้อสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น มีสัดส่วนเสื้อผ้า และของใช้ของลูกเพิ่มขึ้น จากข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว ปัจจุบันมีบริการส่งฟรี ที่อำนวยความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นทำให้หันมาใช้สินค้าและบริการผ่านทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้นตามไปด้วย

นริสรา ยังแนะนำอีกว่า การทำการตลาดกับกลุ่มคุณแม่เหล่านี้เป็นโอกาสที่ดี เนื่องจาก แม่เป็นใหญ่ในเรื่องการตัดสินใจซื้อสินค้าต่าง ๆ เข้าบ้านละเอียดกว่าและรู้ทุกอย่างในบ้าน 

โดยหากต้องการเข้าถึงกลุ่มนี้ จะต้องผลิตคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ เป็นข้อมูลที่แท้จริง สะท้อนว่าสินค้าสิ่งที่มีคุณภาพ และดีกับลูก ๆ อย่างไร นอกจากนี้ยังควรเลือกใช้แพลตฟอร์มเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และโพสต์ในช่วงเวลาที่เหมาะสมจะช่วยให้เพิ่มยอดขายได้ ซึ่งช่วงเวลาของกลุ่มแม่ลูกอ่อนอาจจะแตกต่างกับคนอื่น เช่น เวลาเช้ามืดที่ระหว่างปั๊มนมให้ลูก เป็นต้น