Home คอลัมนิสต์ วัชรา จรูญสันติกุล ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากสุดในเอเซีย

ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากสุดในเอเซีย

248
0
SHARE
ค่าเงินบาท

เงินบาทอ่อนตัวลงมากที่สุดถึง 6.0% เพียงช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ และเป็น 1 ใน 10 สกุลหลักที่อ่อนค่าลงมากเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ขณะที่เงินหยวนของจีนที่ตกเป็นเหยื่อการกระหน่ำขายทั้งในตลาด Onshore และ Offshore มีค่าเงินที่อ่อนตัวมากเป็นอันดับ 2 ถึง 5.4%

โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เงินหยวนตกเป็นเหยื่อของแรงเทขายจากนักลงทุนและกองทุนเก็งกำไรต่างๆ ส่งผลให้ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ดิ่งลงมากที่สุดในเดือนเดียวถึง 17% ในทิศทางเดียวกับเงินหยวนที่อ่อนค่าลงในช่วงเดียวกันถึง 3.5% เนื่องจากแรงกดดันของสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ

ท่ามกลางวามกังวลต่อแรงกดดันตลาดการเงินในประเทศจีนต่อวงจรอุบาทว์ของแรงเทขายที่สืบเนื่องมาจาก Margin Call จนกระทั่งบีบให้ราคาหุ้นร่วงลงหนัก

ทั้งนี้ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนได้มีผลบังคับใช้แล้วมาตั้งแต่วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม ในการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐที่อัตรา 25% เป็นมูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์จากทั้ง 2 ฝ่าย ขณะเดียวกันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังกล่าวถึงการที่สหรัฐอาจจะจัดเก็บภาษีมูลค่าถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนที่เต็มมูลค่าเกือบทั้งหมดของการนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐในปีที่แล้วที่มีมูลค่าราว 505,000 ล้านดอลลาร์

แน่นอนว่า ผลสะท้อนที่เกิดขึ้นตกหนักอยู่ที่ตลาดหุ้นของ 3 ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีตลาดส่งออกขนาดใหญ่ รวมทั้งเป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐ ล้วนได้รับผลกระทบจากแรงกดดันของสงครามการค้าอย่างหนักในเดือนมิถุนายน โดยเฉพาะตลาดจีนมีดัชนีราคาหุ้นที่ดิ่งลงถึง 16.9% ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วง 4.3% ตลาดหุ้นเยอรมนีร่วงลง 3.3% ตลาดหุ้นเม็กซิโกร่วงลง 0.8% ขณะที่ตลาดหุ้นแคนาดาเป็นบวก 1.0%

ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐดูเหมือนว่าจะอยู่ในภาวะที่ดีกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ จากการที่ดัชนีราคาหุ้นในวอลล์สตรีทของสหรัฐก็กลับมีทิศทางเป็นบวกถึง 3,2%

สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียนั้น สืบเนื่องมาจากการที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะตลอดชาวง 3 เดือนที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออกค่อนข้างรุนแรง ส่งผลค่าเงินในเอเซียร่วงลงหนัก

ในช่วง 3 เดือนนับจากวันที่ 31 มีนาคม จนถึงวันที่ 29 มิถุนายนนั้น พบว่า 10 สกุลเงินที่ต้องประสบกับค่าเงินที่อ่อนตัวลงอย่างหนักนั้น นอกเหนือจากเงินหยวนที่ตกเป็นเหยื่อ ร่วงลง 5.4% เป็นอันดับ 2 โดยที่เงินบาทอ่อนค่าลงมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ร่วงลง 6.0%

ส่วนอันดับ 3 คือ รูปีของอินเดีย ร่วงลง 5.3% อันดับ 4 คือ เงินวอนเกาหลีใต้ร่วงลง 5.0% อันดับ 5 เงินดอลลาร์ไต้หวันร่วงลง 4.5% อัยดับ 6 เงินมาเลเซียริงกิตร่วงลง 4.4% อันดับ 7 เงินรูเปียะห์อินโดนีเซียร่วงลง 4.3% อันดับ 8 เงินดอลลาร์สิงคโปร์ร่วงลง 4/0% อันดับ 9 เงินเยนญี่ปุ่นร่วงลง 4.0% และอันดับ 10 เงินฟิลิปปินส์เปโซร่วงลง 2.3%

ทิศทางการอ่อนค่าของสกุลเงินในเอเชียเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ยังคงถูกจับตาต่อเนื่องจนถึงครึ่งปีหลังนี้ และยังเป็นเรื่องท้าทายสำหรับการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางในเอเชียที่ต้องหาทางปกป้องค่าเงินของตนเอง

ท่ามกลางการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐที่ผลักดันให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นกำลังดูดซับเงินดอลลาร์กลับเข้าสหรัฐ ในที่สุดจะกดดันให่ธนาคารกลางของเอเชียอาจต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นตามในช่วงครึ่งหลังของปีนี้