Home ทิศทางเศรษฐกิจ จี7 จากเอกภาพสู่ความร้าวฉาน-สงครามน้ำลาย

จี7 จากเอกภาพสู่ความร้าวฉาน-สงครามน้ำลาย

523
0
SHARE
การประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ (จี 7) ซึ่งเคยเป็นเวทีแสดงความเป็นเอกภาพและศูนย์กลางของโลกตะวันตก มีบรรยากาศที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงในการประชุมนัดที่เพิ่งปิดฉากไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ เพราะส่อไปในทางแตกแยกและชวนหาเรื่องมากกว่า

การประชุมสุดยอดจี 7 มีขึ้นหลังจากรัฐบาลสหรัฐตัดสินใจเก็บภาษีศุลากากรเหล็กและอลูมิเนียมนำเข้าจากสหภาพยุโรป แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งเป็นการกระทำที่เรียกเสียงคัดค้านอย่างหนักจากแวดวงธุรกิจในสหรัฐเอง และการตอบโต้ทันควันจากบรรดาคู่ค้าสหรัฐ

ในการประชุมจี 7 ครั้งนี้ สมาชิกอีก 6 ประเทศมีแผนจะกดดันสหรัฐ แต่ปรากฎว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อเจอกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พูดหน้าตาเฉยว่าสหรัฐจะไม่รับรองแถลงการณ์ของกลุ่มจี 7 แถมยังขู่จะเก็บภาษีศุลกากรยานยนต์แคนาดาและตำหนินายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด แห่งแคนาดา ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอด

ไม่กี่นาทีหลังจากแคนาดา ทำหน้าที่เจ้าภาพด้วยการออกแถลงการณ์หลังเสร็จสิ้นการประชุม ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ทวีตทันควัน ว่าไม่ยอมรับแถลงการณ์ดังกล่าว ตามด้วยถ้อยคำวิจารณ์แคนาดาว่าออกแถลงการณ์”เท็จ”

“หลังจากจัสตินแถลงข่าวและออกแถลงการณ์เท็จ ประกอบกับแคนาดาเก็บภาษีเกษตรกร คนงาน และบริษัทอเมริกันจำนวนมหาศาล ผมจึงสั่งผู้แทนการค้าของสหรัฐว่าห้ามรับรองแถลงการณ์ดังกล่าว และเราจะพิจารณาเก็บภาษีศุลกากรยานยนต์ที่ไหลบ่าเข้าสู่ตลาดสหรัฐ!” ทรัมป์ทวีตอย่างดุเดือด ตามด้วยข้อความที่เผ็ดร้อนอีกทวีตหนึ่ง

“นายกฯจัสติน ทรูโดแห่งแคนาดา ทำตัวอ่อนมากในการประชุมจี 7 และเพิ่งมาแถลงข่าวหลังจากผมออกมาแล้วว่า ‘การเก็บภาษีของสหรัฐถือเป็นการดูถูกกัน ผมจะไม่ยอมถูกปั่นหัว’ ทรัมป์พาดพิงถึงนายกฯทรูโดของแคนาดา ที่เตือนประธานาธิบดีทรัมป์ว่าแคนาดาจะไม่ยอมถูกปั่นหัวและจะเดินหน้าเก็บภาษีตอบโต้สินค้าจากสหรัฐ

ผู้อำนวยการฝ่ายยุโรปศึกษา ประจำสถาบันจีนนานาชาติ มองว่าการที่ทรัมป์โจมตีผู้นำของประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไร เพราะสหรัฐเผชิญการโจมตีจากสมาชิกอีก 6 ประเทศในกลุ่มจี 7 ในประเด็นต่างๆ อย่างการค้า ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน และการย้ายสถานทูตสหรัฐในอิสราเอล

นายอดัม โพเซน ประธานสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สัน ระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐถูกมองว่าทำตัวไม่จริงใจ และปฏิบัติต่อพันธมิตรเสมือนภัยคุกคาม ทำให้บรรยากาศการค้าติดลบ และบั่นทอนระบบการค้า รัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบันไม่ได้รู้สึกว่าต้องปฏิบัติตามเจตนารมณ์ที่รัฐบาลสหรัฐชุดก่อนๆ ให้ไว้

ท่าทีของทรัมป์สะท้อนความเห็นของนักวิจารณ์ได้ดี เพราะเขาย้ำมุมมองเดิมว่าสหรัฐถูกเอาเปรียบในการค้าโลก พร้อมเสริมว่า “เราเหมือนกระปุกออมสินที่ทุกคนพากันมาปล้น แต่นับจากนี้จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นอีกแล้ว”

ทรัมป์ยังพูดถึงความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (เสียใหม่) กับแคนาดาและเม็กซิโก ด้วยการระบุว่าผลลัพธ์จะนำไปสู่ข้อตกลงการค้าที่ดีขึ้น หรือการทำข้อตกลงกับแคนาดาฉบับหนึ่งและเม็กซิโกฉบับหนึ่ง พร้อมเสริมว่ากำลังหารือเงื่อนไขที่ประเทศใดจะถอนตัวออกจากข้อตกลงก็ได้

แต่นายกฯทรูโดแสดงท่าทีคัดค้านเงื่อนไขดังกล่าวทันทีว่า “หากไปกำหนดวันหมดอายุกับข้อตกลงการค้า ก็ไม่เรียกว่าเป็นข้อตกลงการค้าแล้วละ”

สัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับแคนาดา ทำท่าจะไม่หวานชื่นยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลสหรัฐเล่นสงครามน้ำลาย ตอกลิ่มรอยร้าว ในการให้สัมภาษณ์ Fox News Sunday ว่า “มีที่พิเศษในนรกสำหรับผู้นำต่างประเทศที่ไม่จริงใจทางการทูตกับประธานาธิบดีทรัมป์แล้วพยายามแทงข้างหลัง”

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดาก็พูดถึงมาตรการเก็บภาษีของสหรัฐว่า “บริบทความมั่นคงแห่งชาติถือเป็นเรื่องน่าขันและดูถูกคนแคนาดา ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและแข็งแกร่งที่สุดของสหรัฐ เราไม่ได้เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของสหรัฐ”

งานนี้มียุโรปผสมโรงด้วยแน่นอน โดยนายโดนัลด์ ทัสก์ ประธานสภายุโรป นำถ้อยคำของเจ้าหน้าที่สหรัฐมาล้อเลียนและแสดงท่าทีสนับสนุนผู้นำแคนาดา ด้วยการทวีตว่า ”มีที่พิเศษในนรกสำหรับทรูโด ขอบคุณสำหรับองค์กรชั้นเลิศอย่างจี 7”