Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทย หอการค้าไทย-จีนเผยดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังสดใส

หอการค้าไทย-จีนเผยดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังสดใส

352
0
SHARE
หอการค้าไทย-จีน ชี้ความสัมพันธ์เศรษฐกิจไทย-จีน มีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง มั่นใจเรือล่มที่ภูเก็ตไม่กระทบนักท่องเที่ยวจีนในระยะยาว
 
นายชโยดม สรรพศรี ประธานหลักสูตรเศรษฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าหอการค้าไทย-จีน ได้ทำการสำรวจแนวโน้มสภาวะเศรษฐกิจจากกรรมการและสมาชิกหอการค้าไทยจีน โดยได้มีการสุ่มสำรวจความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และผลการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจไทย
 
พบว่าผลการสุ่มสำรวจความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทยและจีนในไตรมาสที่สองปี 61 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สี่ปี 60 มีแนวโน้มดีขึ้นทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าการค้ารวมระหว่างประเทศ, มูลค่าการลงทุนรวมระหว่างประเทศ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
 
ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของไทยมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอีก ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ต่อเนื่อง(ในช่วงที่ทำการสำรวจยังไม่เกิดเหตุการณ์เรือล่มที่ จ.ภูเก็ต)
 
อย่างไรก็ตามได้มีการประเมินจากผู้วิเคราะห์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลเพียงระยะสั้นเท่านั้นที่นักท่องเที่ยวชาวจีนจะไม่เดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งแนวโน้มที่นักท่องเที่ยวจากจีนจะมาเยือนไทยในระยะยาวยังมีโอกาสที่จะเข้ามาอย่างคึกคักเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
 
ส่วนรายได้จากการส่งออกของประเทศไทยนั้นเติบโตไม่ต่างจากที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจเกิดจากไตรมาสที่สี่ของปี 60 มีการส่งออกที่เพิ่มสูงมากอยู่แล้ว ถ้าดูจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาทั้งหมดเเละประมาณการอนาคตอีก 6 เดือนถัดไป การสำรวจในไตรมาสที่สี่ปี 61 เมื่อเทียบกับไตรมาสสองปี 61
 
พบว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นทุกด้าน และดีขึ้นเมื่อเทียบกับการเปรียบเทียบย้อนหลังสองไตรมาส ส่วนรายได้จากการส่งออกของประเทศไทยในไตรมาสที่สี่ปี 61 คาดว่าจะดีขึ้นกว่าไตรมาสที่สอง ปี 61
 
ซึ่งมีผลทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเติบโตสูงขึ้นไปด้วย ทั้งนี้อาจสรุปได้ว่าจนกระทั่งถึงสิ้นปีนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยเเละจีนทางด้านเศรษฐกิจนั้นน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ
 
จับตาดูสภาวะเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง
 
จากผลสำรวจของหอการค้าไทย-จีน ในช่วงไตรมาสที่สองของปี 61 เทียบกับไตรมาสที่หนึ่งปี 61 กรรมการและสมาชิกหอการค้าไทย-จีน คาดว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการส่งออกไปยังต่างประเทศ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
 
ขณะเดียวกันการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย และการลงทุนของเอกชนในประเทศไทยนั้น ยังไม่แตกต่างไปจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา แต่ผลสำรวจได้มีข้อกังวลในส่วนของการบริโภคของภาคเอกชนที่คาดว่าจะมีการเติบโตที่ลดลง
 
เพราะหากพิจารณาจากรายภาคเศรษฐกิจแล้วกลุ่มนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร, การป่าไม้, และการประมง, กลุ่มธุรกิจขายส่งและปลีก, กลุ่มธุรกิจโรงแรมและอาหาร รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจบริการอื่นๆ คาดว่าในช่วงไตรมาสที่สองปี 61 จะมีการกดตัวลงของการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสแรกของปีเดียวกัน
 
ซึ่งการสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ถึงการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่กล่าวมานั้นคาดว่าจะชะลอตัว และเป็นส่วนที่อธิบายการคาดการณ์การหดตัวลงของเศรษฐกิจในไตรมาสที่สองเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก
 
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของเอกชนภายในประเทศ หรือการลงทุนจากต่างประเทศ และการส่งออกของประเทศไทยยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญเหมือนเช่นที่ผ่านมา
 
ในส่วนการสำรวจสภาวะในอนาคต กล่าวคือไตรมาสที่สามปี 61 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองของปี 61 คาดว่าเศรษฐกิจไทย จะเติบโตในอัตราเดียวกันกับไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งอัตราการเติบโตนั้นน่าจะมาจากสองภาคเศรษฐกิจ นั่นคือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
 
และการส่งออกของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าการบริโภคของภาคเอกชนในประเทศไทยนั้นแม้ว่าจะกระเตื้องขึ้น แต่ยังไม่มากนัก สรุปคือผลสำรวจในไตรมาสที่สามปีนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สอง ภาพรวมเศรษฐกิจนั้นทรงตัว
 
แต่หากพิจารณารายภาคเศรษฐกิจเเล้ว ธุรกิจก่อสร้าง, ค้าปลีก ค้าส่ง และธุรกิจที่พักแรมและอาหาร คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามจะดีกว่าไตรมาสสอง ขณะเดียวกันธุรกิจการเกษตร, การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม, และบริการอื่นๆ คาดว่าแนวโน้มในไตรมาสที่สาม จะไม่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทียบกับไตรมาสสอง
 
ขณะที่การบริโภคของภาคเอกชนมีแนวโน้มดีขึ้น ยกเว้นแต่ธุรกิจโรงแรมและบริการด้านอาหาร ที่คาดว่าการบริโภคของเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่าเกิดจากปัจจัยทางฤดูกาลของไตรมาสที่สามที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว แต่คาดว่าจะกลับมาคึกคักอีกครั้งในไตรมาสที่สี่