Home คอลัมนิสต์ ปิยมิตร ยอดเมือง ดูหุ้นบักแตงโม

ดูหุ้นบักแตงโม

984
0
SHARE
หุ้นบักแตงโม

พ.ศ.นี้มีเพลงดังอยู่เพลงหนึ่ง มีคำร้องติดหูว่า “โอ้นั่นมันบักแตงโม โอ้นั่นมันบักส้มโอ โอ้นี่คงเป็นบักพร้าวน้ำหอม” ซึ่งสื่อความหมายถึงบางสิ่งที่ใหญ่โตสะดุดตากว่าปกติ

หุ้นบักแตงโมในความหมายของผมก็คือหุ้นที่มีขนาดใหญ่กว่าหุ้นอื่นทั่วไปนั่นเองครับ โดยดูจากมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ต แคป) ณ วันที่ 27 เมษายน 2562

ท็อปเท็นหรือหุ้นบักแตงโม10อันดับแรกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกอบด้วย 1.PTT มูลค่าตามราคาตลาด1.41ล้านล้านบาท 2.AOT มูลค่าตามราคาตลาด 9.71 แสนล้านบาท  3.CPALL มูลค่าตามราคาตลาด 6.89แสนล้านบาท 4.ADVANC มูลค่าตามราคาตลาด5.60แสนล้านบาท  5.SCC มูลค่าตามราคาตลาด 5.44แสนล้านบาท  6.PTTEP มูลค่าตามราคาตลาด5.35แสนล้านบาท  7.KBANK มูลค่าตามราคาตลาด 4.56แสนล้านบาท  8.SCB มูลค่าตามราคาตลาด4.41แสนล้านบาท  9.BDMS มูลค่าตามราคาตลาด 3.99แสนล้านบาท และ10.BBL มูลค่าตามราคาตลาด 3.89แสนล้านบาท

คงไม่จำเป็นต้องบอกชื่อเต็มของหุ้นเหล่านี้ เพราะเป็นหุ้นที่นักลงทุนรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผมพบว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นขนาดใหญ่10ตัวนี้สะท้อนว่าไม่มีใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสามารถควบคุมหรือผลักดันราคาไปในทิศทางที่ตนเองต้องการได้

ผมเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นท็อปเท็น จากวันแรกของปีนี้จนถึงวันที่26เมษายน 2562 พบว่าหุ้นที่มีราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดคือPTTEP โดยมีราคาเพิ่มขึ้นถึง18.94%ซึ่งหาเหตุผลอธิบายได้ไม่ยากครับ เพราะหุ้นพลังงานต้นน้ำตัวนี้ราคาหุ้นย่อมสอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งในช่วงเวลาที่ว่านี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดฝั่งอเมริกาเพิ่มขึ้นประมาณ 44%ในขณะที่ฝั่งยุโรปและตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นประมาณ 50%

แต่หุ้นพลังงานอีกตัวซึ่งใหญ่กว่าและเป็นบริษัทแม่ของPTTEPด้วย คือ PTTหรือ ปตท. ราคากลับปรับเพิ่มขึ้นแค่7.07% ซึ่งเป็นอันดับ 4 ในหุ้นท็อปเท็นนั่นเป็นเพราะ ปตท.รับรู้รายได้จากธุรกิจพลังงานแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ดังนั้น ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจึงถูกกระจายออกไป โดยมีบางบริษัทในกลุ่ม ปตท. รับผลกระทบในทางลบจากต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอยู่ด้วย ซึ่งหากเราย้อนกลับไปดูช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลง ก็จะพบว่า ราคาหุ้น ปตท. ก็ลดลงน้อยกว่า ปตท.สผ. ด้วยเช่นกัน

 

หุ้นท็อปเท็นที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับ2คือ CPALL หรือเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.64%โดยอธิบายได้จากนโยบายของรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ เพื่อชดเชยกับการชะลอตัวของตลาดส่งออก

อันดับ 3 คือ ADVANC หรือ AIS ราคาเพิ่มขึ้น9.28%ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมาตรการของรัฐที่เข้ามาช่วยลดภาระการชำระค่าประมูลคลื่น ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลงไปได้มาก

อันดับ 5 คือ AOT ผู้ให้บริการท่าอากาศยานหรือสนามบิน ราคาเพิ่มขึ้น 5.84% เพราะธุรกิจท่องเที่ยวยังคงเป็นธุรกิจหลักที่รัฐบาลหวังจะสร้างรายได้ให้กับประเทศ จึงมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง

3 อันดับถัดมา คือ KBANK BDMS และ BBL มีราคาเพิ่มขึ้น 2.97% 2.82% และ 0.49% ตามลำดับ และอันดับสุดท้ายคือ SCB ซึ่งมีราคาเปลี่ยนแปลงลดลง 2.62% จะเห็นว่าเป็นการเกาะกลุ่มของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ หรือบริการทางการเงิน และบริการทางการแพทย์ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มักมีการเติบโตได้ดีหากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง แต่เมื่อเศรษฐกิจโดยรวมยังดูไม่ดีนัก หุ้นเหล่านี้จึงดูน่าสนใจน้อยลงไปด้วย

เป็นยังไงครับ หุ้นบักแตงโม บักส้มโอ และบักพร้าวน้ำหอม ที่ผมนำมาฝากวันนี้ สะท้อนภาพของเหตุปัจจัยต่างๆ อย่างชัดเจนเลยใช่ไหมครับ

ลองเอาวิธีคิดแบบนี้ไปจับกับหุ้นในพอร์ตของท่านๆ ดูนะครับ จะได้รู้ว่าหุ้นตัวนั้นๆ ราคาปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงเพราะอะไร

หากท่านพบว่าหุ้นตัวใดกลุ่มใดไม่มีปัจจัยหนุนเป็นพิเศษ ควรพิจารณาเปลี่ยนตัวไปหาหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวเฉพาะกลุ่ม เพื่อรอรับผลตอบแทนที่ดีกว่าครับ