Home เงินทอง “ตราสารหนี้”ทางเลือกรับเศรษฐกิจขาลง

“ตราสารหนี้”ทางเลือกรับเศรษฐกิจขาลง

632
0
SHARE

3 นักวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์ลงทุนตราสารหนี้ รับเศรษฐกิจขาลงในปีนี้ ตราสารหนี้ระยะกลางน่าสนใจ  คาดปีนี้จะมีการออกหุ้นกู้ใหม่คิดเป็นมูลค่าทั้งหมดกว่า 900,000 ล้านบาท พร้อมแนะมือใหม่ 3 ข้อ ประเมินก่อนลงทุน

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย หรือ ThaiBMA จัดกิจกรรมวางแผนการลงทุนตราสารหนี้ต้อนรับรัฐบาลใหม่ ภายในงานมีการจัดเสวนาหัวข้อ”จัดพอร์ตการลงทุนตราสารหนี้ ให้เหมาะกับแนวโน้มเศรษฐกิจยุครัฐบาลใหม่” โดยมีนายรณฤทธิ์ วิระชะนัง ผู้บริหารงานตลาดทุนธนกิจธนาคารกสิกรไทย, นายยุทธพล วิทยพาณิชกร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มการลงุนตราสารหนี้ บลจ.ไทยพาณิชย์ และนายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด

นายวินกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงไตรมาส 3 นี้ยังต้องจับตามอง เช่นเดียวกับการประชุม G20 ในสัปดาห์นี้ ว่าสหรัฐฯและจีนจะมีท่าทีเช่นไร แต่เชื่อว่าจะต้องคุยกันแน่แต่น่าจะยังไม่มี Outcome ออกมา ซึ่งปี 2020 เป็นปีที่สหรัฐฯจะต้องเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้ง ถ้าสหรัฐฯรีบตกลงกับจีนเสร็จสิ้นในการประชุม G20 จะทำให้ปีหน้าไม่มีนโยบายหาเสียงในประเทศ จึงเชื่อว่าสงคราการค้าจะยังส่งผลไปถึงปีหน้า

สำหรับสงครามการค้ากระทบกับภาคการลงทุนกว่า 80% ส่วนอีก 20% คือเบรกซิสท์ กับปัญหาของอิหร่าน และปัญหาความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) จะลดดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผลกระทบของสงครามการค้าว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน แต่ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะเข้าสู่ภาวะถดถอย

ในขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้าเชื่อว่าจะดีขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯจะเข้าสู่การเลือกตั้งในประเทศ ซึ่งทำให้สรุปได้ว่าภาวะเศรษฐกิจจากนี้ไปจนถึงปีหน้าจะแย่ลงแบบมีนัยยะสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐลดดอกเบี้ยนโยบาย

นายรณฤทธิ์ กล่าวเสริมว่า สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันคาดว่ามีโอกาสที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะลดดอกเบี้ยนโยบายลง ขณะที่ประเทศไทยเชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะประเมิณสถานการณ์อีกสักระยะว่าจะมีท่าทีกับดอกเบี้ยนโยบายในประเทศเช่นไร หลังจากเพิ่งปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ 1.75% เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว

“ขณะที่ทิศทางหุ้นกู้ในประเทศไทยมีการออกเพิ่มขึ้นทุกปี และเชื่อว่าในปีนี้จะมีการออกหุ้นกู้คิดเป็นมูลค่าทั้งหมดกว่า 900,000 ล้านบาท ซึ่งประเมินแล้วยังมีความต้องการในการระดมทุนในประเทศไทยอีกเยอะ ขณะที่ความต้องการที่จะซื้อก็ยังมีจำนวนมากอีกเช่นกัน นั่นเป็นเพราะดอกเบี้ยไม่ขึ้น และธนาคารปล่อยสินเชื่อได้ไม่เยอะ”

นายวิน กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้จึงแนะนำการลงทุนให้มีตราสารหนี้เพิ่มเข้ามาในพอร์ตการลงทุน แต่ควรเลือกตราสารหนี้ที่มีหลักค้ำประกันที่ดี ขณะเดียวกันการลงทุนในตราสารหนี้ก้ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคนไปเสียทีเดียว และไม่เหมาะกับคนที่ไม่มีความรู้ในด้านตราสารหนี้เลยด้วยเช่นกัน

“สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้นั้นเปรียบได้เหมือนกับเรานำเงินของเราไปปล่อยเงินกู้นั่นเอง ซึ่งสิ่งที่เราจะต้องใช้ตัดสินใจในการประเมินความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ต่างๆ คือเขาจะมีเงินนำมาคืนเราหรือไม่นั่นเอง สำหรับแหล่งเงินที่เขาจะนำมาคืนเรามีด้วยกันอยู่ 3 แหล่งประกอบด้วยดังนี้ 1.ผลประกอบการของบริษัท, 2.สินทรัพย์ที่บริษัทมีสามารถนำไปขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดนำกลับมาชำระหนี้ 3.รีไฟแนนซ์ คือการออกหุ้นกู้ใหม่เมื่อครบอายุ”

เมื่อเห็นภาพดังนี้แล้วจะทำให้นักลงทุนหน้าใหม่ตัดสินใจและสามารถคิดได้ว่าหุ้นกู้ที่เราเข้าไปซื้อเขาจะสามารถหาเงินจากแหล่งไหนมาคืนเราได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักใช้การรีไฟแนนซ์มาคืน เพราะฉะนั้นสิ่งที่นักลงทุนต้องคิดตามต่อไปคือเขาจะมีความสามารถจ่ายเงินกู้ และรีไฟแนนซ์มาคืนได้หรือไม่

สิ่งสำคัญที่สุดคือเมื่อครบกำหนดวันสิ้นสุด เขามีความสามารถในการออกหุ้นกู้ใหม่หรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนจะต้องตระหนักเป็นอย่างมาก ในขณะที่การดูสินทรัพย์ค้ำประกันของหุ้นกู้หรือตราสารต่างๆ ก็ต้องวิเคราะห์ด้วยว่า สินทรัพย์ค้ำประกันนั้นขายง่ายหรือไม่ และใครจะเป็นผู้ซื้อสินทรัพย์ดังกล่าว

นายรณฤทธิ์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันประชนทั่วไปยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆในการลงทุน แต่สิ่งสำคัญในการเลือกซื้อหุ้นกู้นั้น ต้องดูว่าธุรกิจของหุ้นกู้นั้นเป็นธุรกิจประเภทอะไร ดำเนินธุรกิจอะไรอยู่ในปัจจุบัน มีแผนจะนำเงินมาคืนผู้ซื้อตราสารหนี้ได้หรือไม่ และแผนธุรกิจสอดคล้องกับผลประกอบการหรือไม่

อย่างเช่นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีมาตรการที่ต้องปฏิบัติตามกฏของรัฐบาลหลายอย่าง ก็ถือเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงด้วย แต่ก็ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่เข้าไปลงทุนได้ ถ้าหากนักลงทุนศึกษาแผนธุรกิจอย่างละเอียด เพราะเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ก็ต้องเจาะเป็นรายตัวไป

นายยุทธพล กล่าวต่อว่า จากกฏหมายใหม่ที่ออกมาว่าจะมีการเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ ณ ที่จ่าย ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค.นี้ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง โดยกองทุนตราสารหนี้จะถูกเก็บภาษี ณ ที่จ่าย 15% เท่ากันเมื่อมีการจ่ายดอกเบี้ยเข้ากองทุน โดยจะสะท้อนอยู่ใน NAV ของกองทุน ทำให้ผลตอบแทนน้อยลง แต่ก็ยังเป็นการลงทุนระยะสั้นและกลางที่น่าสนใจ เพราะมีสภาพคล่องที่ดีกว่าเงินฝากประจำ

อย่างไรก็ตามสำหรับกองทุนที่ถือครองตราสารหนี้ก่อนวันที่ 20 ส.ค.นี้ จะไม่ต้องเสียภาษีตามกฏหมายดังกล่าว ซึ่งจะมีผลกับกองทุนที่เข้ามาถือตราสารหนี้หลังวันที่ 20 ส.ค.นี้ เท่านั้น จึงเชื่อว่าจะมีปัญหาน้อย และค่อยๆไปมีปัญหาหากซื้อกองทุนที่เข้าไปซื้อตราสารหนี้หลังวันที่ 20 ส.ค.นี้

“สำหรับทิศทางดอกเบี้ยขาลงแบบนี้หากนักลงทุนที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ ขอแนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว 2-3 ปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนการลงทุนก็ต้องถามตัวเองเสมอว่าตัวเองต้องการอะไรจากการลงทุน และสามารถลงทุนได้นานแค่ไหน จึงค่อยตัดสินใจเข้ามาลงทุน”

นายวิน กล่าวทิ้งท้ายว่า จากที่ได้กล่าวมานั้นนักลงทุนควรถามผู้ออกตราสารให้ละเอียดเสียก่อน เพื่อให้ผู้ออกตราสารตอบคำถามเหล่านี้ของนักลงทุนให้ได้ แต่ถ้าผู้ออกตราสารไม่สามารถตอบคำถามดังกล่าวได้ ตราสารนั้นก็ไม่ควรจะซื้อนั่นเอง เพราะเป็นตราสารที่ไม่มีที่มาที่ไป และไม่น่าเชื่อถือ