Home คอลัมนิสต์ วัชรา จรูญสันติกุล จากการเมืองสู่ตลาดหุ้น จีนผงาดตลาดทุนโลก

จากการเมืองสู่ตลาดหุ้น จีนผงาดตลาดทุนโลก

841
0
SHARE
ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวภาคเช้าวันนี้ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 0.3% หลังจากที่ MSCI เตรียมเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีนเป็น 4 เท่าในการคำนวณดัชนีหุ้นโลกภายในปลายปี 2019 นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่จีนมากกว่า 80,000 ล้านดอลลาร์

สวนทางตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ร่วงลง จากความผิดหวังของนักลงทุนที่มีต่อผลการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐและเกาหลีเหนือที่ล่มกลางครันจากการวอล์กเอาท์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ส่งผลให้ไม่มีการทำข้อตกลงใดๆ 

ในการประกาศล่าสุดของ MSCI ซึ่งเป็นบริษัทจัดทำดัชนีระดับโลก ประกาศแผนเพิ่มน้ำหนักของตลาดหุ้นจีนในการคำนวณดัชนีของทางบริษัทขึ้น 4 เท่า โดยหุ้นที่จดทะเบียนในกระดาน ChiNext ของจีนจะถูกนำมารวมในดัชนี MSCI เป็นครั้งแรกในปีนี้ด้วย

ส่งผลให้หุ้นบลูชิบซึ่งเป็นธุรกิจด้านโทรคมนาคมขนาดยักษ์ใหญ่ติดอันดับ Top ของโลกใน CSI300 index พุ่งขึ้น 1.2% ทันที รวมทั้งดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต เพิ่มขึ้น 13.45 จุด หรือ 0.46% แตะที่ระดับ 2,954 

นอกจากนี้ดัชนีหุ้น HSI ฮ่องกง ปิดภาคเช้าเพิ่มขึ้น 127.65 จุด หรือ 0.45% ดัชนีหุ้น NIKKEI 225 ญี่ปุ่นปิดภาคเช้าเพิ่มขึ้น 189.35 จุด หรือ 0.89% 

รวมถึงกระแสข่าวเชิงบวก จากการที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐได้เลื่อนเวลาการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าของจีนจากอัตรา 10% เป็น 25% มูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ออกไปอย่างเป็นทางการ 

ในการประกาศอย่างเป็นทางการนี้ มีขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจที่จะขยายเส้นตายที่กำหนดไว้ในวันที่ 2 มีนาคม หลังจากการบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีน เนื่องจากการเจรจาการค้าในระดับรัฐมนตรีของสหรัฐและจีนมีความคืบหน้าในเรื่องสำคัญในการเปิดคลาดการค้าของจีน การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงประเด็นการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และการถ่ายโอนเทคโนโลยีของสหรัฐ

ในขณะที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวลดลง โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 25,916 ลดลง 69.16 จุด หรือ-0.27% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,784 ลดลง 7.89 จุด หรือ 0.28% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,532  ลดลง 21.98 จุด หรือ 0.29% หลังจากที่ประธานาธิบดีวอล์กเอาท์ออกจากการประชุมสุดยอดกับคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ก่อนกำหนดเวลา ซึ่งทำให้การประชุมสุดยอดในวันที่ 2 ที่กรุงฮานอยได้ยุติลงโดยไร้ข้อตกลง

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังการประชุมเมื่อวานนี้ว่า ผู้นำเกาหลีเหนือต้องการให้สหรัฐยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งหมด แต่สหรัฐยังไม่สามารถทำได้ในขณะนี้ ถึงแม้เกาหลีเหนือเต็มใจที่จะดำเนินการในหลายประเด็น แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่สหรัฐต้องการ ด้วยเหตุนี้ สหรัฐจึงเห็นว่ายังไม่เหมาะสมที่จะมีการลงนามข้อตกลงใดๆ ร่วมกับเกาหลีเหนือในการประชุมสุดยอดครั้งนี้

พร้อมกับระบุว่า จริงๆ แล้วเกาหลีเหนือต้องการให้ยกเลิกการคว่ำบาตรทั้งหมด และเราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เกาหลีเหนือยินดีที่จะยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องส่วนใหญ่ตามที่ต้องการ แต่สหรัฐไม่สามารถยกเลิกการคว่ำบาตรได้ทั้งหมด โดยที่การเจรจาจะยังคงดำเนินการต่อไป และจะมีการเฝ้ารอดูต่อไป

ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดสหรัฐและเกาหลีเหนือล่มกระทันหัน โดยไร้ข้อตกลงใดๆ ในช่วงบ่ายวันพฤหัสฯ ที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่ 2 หลังจากที่บรรยากาศการประชุมสุดยอดในช่วงเช้ายังคงมีความชื่นมื่นต่อเนื่องจากการประชุมในวันแรก

โดยมีรายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้เดินออกจากห้องประชุมอย่างไม่คาดคิด เนื่องจากไม่ยอมรับต่อสิ่งที่ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เรียกร้องให้สหรัฐยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอย่างสมบูรณ์แบบ ในขณะที่เกาหลีเหนือพร้อมจะทำลายโรงงานที่เป็นแหล่งผลิตขีปนาวุธริเคลียร์ที่ยองเบียน ส่งผลให้ผู้นำสหรัฐแสดงความไม่พอใจ และเดินออกจากห้องประชุม

ขณะที่จุดสำคัญก็คือ แผนงานของการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี เป็นความต้องการของสหรัฐที่มีต่อเกาหลีเหนือ โดยรวมถึงโรงงานนิวเคลียร์และขีปนาวุธข้ามทวีป ส่วนเกาหลีเหนือต้องการให้ยกเลิกการคว่ำบาตรทั้งหมด ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้

อย่างไรก็ตาม ทางด้านสำนักข่าวกลาง KCNA ของเกาหลีเหนือ รายงานว่า คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวก และให้คำมั่นว่าจะพบกับประธานาธิบดีทรัมป์อีกในอนาคตอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเดินหน้าเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ หลังจากที่การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่ายปิดฉากลงโดยไร้ข้อตกลง เนื่องมาจากความเห็นที่ไม่ตรงกันเกี่ยวกับข้อเรียกร้องให้ยุติมาตรการคว่ำบาตร

โดยที่รี ยอง โฮ รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ ได้เปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนต่อมาในกรุงฮานอยว่า เกาหลีเหนือปฏิเสธเหตุผลของผู้นำสหรัฐ ที่ใช้เป็นข้ออ้างในการร่นเวลาการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ซึ่งเกาหลีเหนือไม่ได้ร้องขอให้สหรัฐยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด แต่ขอให้ยกเลิกเพียงบางส่วนเท่านั้น 

ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า การแถลงข่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก พร้อมกับระบุว่า สิ่งที่มีการร้องขอจากสหรัฐคือการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด โดยได้ร้องขอให้ยกเลิกการคว่ำบาตร 5 รายการที่มีการบังคับในช่วงปี 2016-2017 จากทั้งหมด 11 รายการที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศไว้ เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนชาวเกาหลีเหนือ

มาตรการคว่ำบาตรจองสหรัฐ และ UN ในปี 2017 นั้น ห้ามมิให้เกาหลีเหนือส่งออกถ่านหิน เหล็ก สินแร่เหล็ก ตะกั่วและสินแร่ตะกั่ว อาหารทะเล รวมทั้งห้ามเกาหลีเหนือส่งออกแรงงานไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ รวมทั้งห้ามผู้ใดก่อตั้งกิจการร่วมทุนใหม่กับเกาหลีเหนือ หรือในกิจการร่วมทุนมากขึ้น

ต่อมามาตรการคว่ำบาตรยังได้จำกัดการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับเกาหลีเหนือ 500,000 บาร์เรลต่อปี รวมทั้งน้ำมันดิบจำนวน  4 ล้านบาร์เรลต่อปี

นอกจากนี้ สำหรับแรงงานชาวเกาหลีเหนือทุกคนที่ทำงานในต่างประเทศจะต้องถูกส่งกลับภายใน 24 เดือน และยังห้ามส่งออกเครื่องจักรกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์