Home คอลัมนิสต์ วัชรา จรูญสันติกุล ตลาดหุ้นทั่วโลกตีปีก “โดนัลด์ ทรัมป์”แพ้เลือกตั้ง

ตลาดหุ้นทั่วโลกตีปีก “โดนัลด์ ทรัมป์”แพ้เลือกตั้ง

481
0
SHARE
โดนัลด์ ทรัมป์

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพุ่งขึ้นมากกว่า 2% เมื่อวันพุธหลังจากที่ผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอม ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองสหรัฐที่แบ่งเป็น 2 พรรคการเมือง ในการควบคุมเสียงของสภาคองเกรส โดยรีพับลิกันยังคงครองเสียงในวุฒิสภา ขณะที่พรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงในสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่งในรอบ 8 ปี

ส่วนบรรยากาศสีสันของการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนนั้น ปรากฎว่าสภาคองเกรสสหรัฐจะมี ส.ส.หญิงเข้าสู่สภาเพิ่มขึ้น 101 คน ในจำนวนนี้เป็นของพรรคเดโมแครต 86 คน และพรรครีพับลิกัน 15 คน 

ส.ส.หญิงอายุน้อยที่สุด แต่ถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่ง พร้อมๆ กับการตั้งคำถามถึงระบบการศึกษาในสหรัฐทุกวันนี้ คือ Alexandria Ocasio-Cortez ด้วยวัยเพียง 29 ปี ทั้งที่เรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์เกียรตินิยมอันดับ 3 สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยบอสตัน แต่ต้องทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ ซึ่งสามารถคว้าชัยชนะด้วยคะแนน 78% เหนือผู้สมัครจากพรรครีพ้บลิกันที่ได้เพียง 14%

เมื่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมนั้นเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยพรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010  โดยได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นอีก 28 ที่นั่งเป็น 223 ที่นั่ง

หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวว่า จะสามารถทำงานด้วยกันกับพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสในปีหน้า เพื่อประโยชน์ของคนอเมริกัน ในการร่วมมือกันกระตุ้นเศรษฐกิจ นับตั้งแต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในการปรับปรุงสะพาน ถนน และสนามบิน รวมทั้งนโยบายด้านการค้า และการลดราคายาตามใบสั่งแพทย์

ผู้นำสหรัฐยังกล่าวอีกว่า ทางเดโมแครตจะมาหารือพร้อมกับแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แผนการเกี่ยวกับโครงการรักษาสุขภาพ และแผนการใดๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา 

ดาวโจนส์ปิดที่ 26,180 พุ่งขึ้น 545.29 จุด หรือ 2.13% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,813  พุ่งขึ้น 58.44 จุด หรือ 2.12% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,570 พุ่งขึ้น 194.79 จุด หรือ 2.64% โดยที่การซื้อขายเป็นไปอย่างคึกคัก 

นอกเหนือจากการพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทแล้ว การเปิดตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกในเช้าวันพฤหัสฯก็พุ่งขึ้นร้อนแรง ทั้ง Topix index ญี่ปุ่น พุ่งขี้น 1.9% รวมทั้ง Nikkei 225 พุ่งขึ้นมากกว่า 1.63% 

ดัชนีหั่งเส็ง ฮ่องกง เพิ่มขึ้นมากกว่า 1.31% รวมทั้ง Shanghai Composite ของจีนเพิ่มขึ้น 0.7% ดัชนี S&P/ASX 200 ออสเตรเลียที่เพิ่มขึ้น 0.5% ดัชนีหุ้นไต้หวันเพิ่มขึ้น 0.5% ดัชนี KOSPI เกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 1.5% ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 0.77% รวมทั้งดัชนีหุ้นไทย้พิ่มขึ้น 10.16 จุด หรือ 0.61% ที่ 1,685

ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น โดยที่อัตราผลตอบแทนบอนด์รัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นแตะ 3.23% นับตั้งแต่ปี 2011 แต่ทิศทางเงินดอลลาร์กลับอ่อนลงที่ระดับดัชนีค่าเงินดอลลาร์ที่ 95.95 ร่วงลงจากที่เคยขึ้นไปแตะดัชนีค่าเงินดอลลาร์ที่ 97 ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวที่ 113.67 เยนต่อดอลลาร์ เทียบกับเงินหยวนที่ 6.9278 ต่อดอลลาร์ เทียบเงินยูโรอยู่ที่ 1.1428 ดอลลาร์ต่อยูโร

นอกจากนี้ การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ยังได้ส่งผลต่อราคาน้ำมัน WTI ลดลงแตะ 61.70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงราคาทองที่ปรับตัวลดลงที่ 1,224.43 ดอลลาร์ต่อออนซ์

อย่างไรก็ตาม การดีดหลับมาแรงของตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ยังคงถูกมองว่า เป็นผลสะท้อนในช่วงสั้น แต่ช่วงกลางยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ทั้งในเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ที่จะมีการแถลงผลการประชุมที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 พฤศจิกายน และปัญหาสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่จะมีการพบปะระหว่าง 2 ผู้นำประเทศในการประชุมนอกรอบของกลุ่ม G-20 ช่วงปลายเดือนนี้