Home คอลัมนิสต์ ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ 2019 ปีแห่งการทำโพลจากประชาชน

2019 ปีแห่งการทำโพลจากประชาชน

437
0
SHARE
มือถือ
“ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี จะทำให้ สถาบันและบริษัททำโพลรูปแบบดั้งเดิมกำลังจะหมดสภาพและไม่ได้รับความน่าเชื่อถือในอนาคตอันใกล้”

ขีดความสามารถของการคำนวณและการวิเคราะห์ด้วย AI ที่รวดเร็ว, การเก็บข้อมูลบนสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น 1,000 เท่าภายใน 7 ปี (จาก Gigabyte เป็น Terabyte), ความเร็วของการรับส่งข้อมูลจาก 3G เป็น 4.5G (เร็วขึ้นถึง 100 เท่า), การกระจายข้อมูลบน social media ด้วย Blockchain ที่จะตามไปลบทิ้งไม่ได้ และผู้ใช้สมาร์ทโฟนมีจำนวนกว่า 5.6 พันล้านคนทั่วโลก กำลังจะเพิ่มอัตราเร่งของการเปลี่ยนผ่านอำนาจและอิทธิพลไปสู่คนรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว ซึ่งเร็วเกินกว่าที่ Baby boomers และ Gen X จะเข้าใจและจินตนาการได้

สถิติการใช้ Facebook ของคนทั่วโลกที่ใช้งานอยู่มีถึงกว่า 2 พันล้านคน, YouTube มีผู้ลงทะเบียนถึง 1.8 พันล้านคน, Instagram มีผู้ใช้ 1 พันล้านคน และ LINE มีผู้ลงทะเบียนถึง 600 ล้านคน

สำหรับประเทศไทย ที่มีผู้ใช้ social media ถึง 51 ล้านคน (74% ของประชากร) และผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 55.56 ล้านคน (80% ของประชากร) และผู้ใช้ social media ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ 46 ล้านคน (67% ของประชากร)

และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ คนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตมีค่าเฉลี่ยอยู่กับอินเทอร์เน็ตถึง 9 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นจึงชัดเจนว่า social media จึงมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง

จากที่ social media ที่มีคนทั่วโลกนับร้อยล้านพันล้านคนมาเกาะอยู่บนเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, Line, Instagram และอื่นๆ ได้กลายเป็นแหล่งวิเคราะห์ความคิดเห็นโดยตรงจากประชาชนจำนวนมหาศาลแบบ realtime แล้ว ยกตัวอย่างเช่น Facebook มีการให้บริการตั้งคำถามเพื่อขอความคิดเห็นในรูปแบบการโหวต, การแสดงความเห็นว่าชอบหรือไม่ชอบบน YouTube และกระบวนการด้าน Data analytics ที่สามารถทำการเชื่อมโยง (cross platform) ความเห็นในเรื่องเดียวกันระหว่าง Facebook และ YouTube ด้วยการโยงความเห็นในมิติของข้อความกับ video ได้อย่างแนบเนียน จนทำให้การทำโพลบน social media เริ่มจะมีความแม่นยำและน่าเชื่อถือกว่าการทำโพลจากสถาบันและบริษัทรูปแบบดั้งเดิม

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การลงทุนในการทำโพลของสถาบันและบริษัททำโพลรูปแบบดั้งเดิมนั้นสูงกว่าการทำโพลบน social media เป็นอย่างมาก และยังใช้เวลาในการวิเคราะห์ที่ช้ากว่า social media มากอีกด้วย

แนวโน้มที่ชัดเจนในปีหน้า YouTube, Facebook และ Instagram จะมีผู้ใช้ Live video มากขึ้นอย่างก้าวกระโดดและเทคโนโลยี Live streaming จะมีการพัฒนาและความก้าวหน้าอย่างมาก

ปรากฏการณ์ที่เราเริ่มเห็นการโหวตกันเองง่ายๆ ของประชาชน เช่น การเปรียบเทียบความนิยมนักการเมือง ก็เริ่มมีให้เห็นใน Facebook ซึ่งไม่ได้เกิดจากการทำโพลของสถาบันวิจัยใดๆ แต่เกิดจากการร่วมมือกันเองจากประชาชนจำนวนมากบน social media ซึ่งเราจะเริ่มเห็นระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากความร่วมมือ (Collaborative economy) จากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ

อีกปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นคือ บริษัทที่ทำ cryptocurrency และเทคโนโลยี Blockchain ก็เริ่มนำเสนอระบบการโหวตด้วยการใช้ App บนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน (Blockchain Voting System) แล้ว ซึ่งในปัจจุบัน มีหลายประเทศเริ่มทดลองใช้แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, เซียร์ราลีโอน, สวิสแลนด์ และอีกหลายประเทศ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการยอมรับแพร่หลายในภาคเอกชนและสังคมเครือข่าย social media จนจะทำให้สถาบันและบริษัททำโพลรูปแบบดั้งเดิมจะเริ่มหมดสภาพและไม่ได้รับความน่าเชื่อถือเหมือนที่ผ่านมาในอดีต

จากการทำโพลจากภาคประชาชนที่จะเริ่มเกิดขึ้นในคนรุ่น Gen Y และ Gen Alpha โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ก็จะทำให้สถาบันและบริษัททำโพลรูปแบบดั้งเดิมกำลังจะหมดสภาพและไม่ได้รับความน่าเชื่อถือในอนาคตอันใกล้ อีกทั้งจะทำให้การสื่อสารระหว่างประชาชนคนไทยกับผู้บริหารประเทศเกิดขึ้นโดยตรงมากขึ้นด้วย social media โดยมีการเชื่อมโยงกันอย่างหนาแน่นและ realtime ซึ่งจะมีความลึกซึ้งกว่าที่เห็นกันในวันนี้อย่างมากจนทำให้แนวคิด “Future Government” ที่อำนาจรัฐจะลดลงและอำนาจประชาชนจะเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาทางเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นจริงในทศวรรษจากนี้ไป
————————-
https://link.medium.com/vnV4JVinWR