Home ลงทุน หุ้น เตรียมจัดพอร์ตรับหุ้นขาขึ้นรอบใหม่-มีลุ้น1900จุด

เตรียมจัดพอร์ตรับหุ้นขาขึ้นรอบใหม่-มีลุ้น1900จุด

952
0
SHARE
สองโบรกเกอร์ “ซีไอเอ็มบี-กสิกร” มองหุ้นไทยครึ่งปีหลังไปได้ในครึ่งปีหลัง มีโอกาสแตะ 1900  คาดนักลงทุนต่างชาติกำลังกลับเข้ามาซื้อรอบใหม่ หลังขายหนักจนไม่มีของขาย หลังผลประกอบการไตรมาสแรกออกมาดี 

ในงานมหกรรมการเงินครั้งที่ 18 Money Expo 2018 มีงานสัมนาในหัวข้อ จัดพอร์ตรับกำไรขาขึ้นรอบใหญ่กำลังมา” โดยมีณัฐวัฒน์ อ้นรัตน์ ผอ.ฝ่ายค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด และ ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผอ.ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มองไปในทิศทางเดียวกันว่าหุ้นไทยกำลังกลับมาเป็น “ขาขึ้น”

ณัฐวัฒน์ อ้นรัตน์ มองว่า “โอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะไต่ไปถึง 1900 จุดในปีนี้ยังพอที่จะเป็นไปได้” 

“ตอนนี้อยู่ที่ 1750 จุด มีแนวโน้มจะขึ้นถึง 1900 จุด ซึ่งไฮไลต์ที่สำคัญคือช่วงข้ามผ่าน 1800 จุด ว่าจะข้ามไปได้ไหม ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้ข้ามช่วง 1800 จุดไปได้อยู่ที่ราคาหุ้นของบริษัทใหญ่”

หุ้นในกลุ่มธุรกิจประเภท พลังงาน การสื่อสาร และธนาคาร ต้องบอกว่าตอนนี้ภาพรวมอยู่ในช่วงบวก ปัญหาของตลาดหุ้นไทยตอนนี้คือเงินจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุน ตอนนี้นักลงทุนต่างประเทศพากันเทขายเหลือเพียงแค่ 30.4% เท่านั้น

ณัฐวัฒน์ คาดว่าต่างชาติไม่น่าจะมีแรงขายทิ้งอีกแล้ว เพราะค่าเงินบาทกำลังอ่อนค่า แต่ว่าสถานการณ์ตอนนี้อยู่ในช่วงที่กำลังปรับฐานไม่ใช่ขาลง เราต้องรอช่วงข้าม 1800 จุดไปเสียก่อนจึงจะเป็นขาขึ้น ก็ควรจะรอดูท่าทีไปก่อน

“อีกเหตุผลที่ยังไม่ควรรีบลงทุนแบบระยะยาวก็เพราะทั่วทั้งเอเชียกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัว แต่ราคาน้ำมันกำลังไต่ขึ้น ปัจจุบันมองว่าผลประกอบการของบริษัทใหญ่ในประเทศไทยยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควร”

“มีแค่ธุรกิจกลุ่มปิโตรเคมีเท่านั้นที่โดดเด่น ทำให้หุ้นของเรายังไม่ลง แต่ก็ไม่ขึ้นเยอะ ส่วนปัจจัยนอกประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยคือท่าที ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ”

“แต่ตอนนี้ยังมีทีท่าเป็นผลดีอยู่หลังจากเริ่มมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเกาหลีเหนือ ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกจีนลดการทำธุรกิจ ส่วนตัวมองว่าการลงทุนช่วงครึ่งปีหลังเป็นช่วงขึ้นแบบรายตัว ซึ่งต้องเลือกลงทุนกันดีๆ”

“สำหรับหุ้นในกลุ่มธุรกิจที่ผมแนะนำว่าสามารถลงทุนได้ในครึ่งปีหลังคือหุ้นของกลุ่มธุรกิจน้ำมัน และปิโตรเคมี”

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กล่าวว่า “เชื่อว่าต่อจากนี้จะเป็นช่วงขาขึ้นของหุ้นไทย”

“มองง่ายๆคือตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาก็มีการปรับตัวขึ้นแล้ว ซึ่งประเทศเกิดใหม่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูงเช่น อาร์เจนติน่า มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าขอความช่วยเหลือจาก IMF”

“เป็นเรื่องปกติที่เงินจะไหลออกจากประเทศกลุ่มนี้ อินโดนีเชียก็เช่นกันมีเงินไหลออกไปแล้วกว่า 2 พันล้านล้าน เหรียญสหรัฐฯ พอร์ตของไทยก็ติดลบอยู่ในขณะนี้แต่ก็ยังน้อยกว่าทางอินโดนีเซีย”

“ผมมองว่านักลงทุนต่างประเทศกำลังจะกลับเข้ามาลงทุนในไทยอีกครั้ง เหตุผลสำคัญคือเรามีหนี้สินต่างประเทศน้อยมาก ปัญหาขาดดุลสะพัดก็น้อยเช่นกัน ขณะเดียวกันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเรามีสูงแทบจะที่สุดในเอเชีย

ประกิต กล่าวว่าไทยมีอัตราเงินเฟ้อแค่ 1% เท่านั้นเอง ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างดีเหลือแค่รอนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามา ซึ่งขึ้นอยู่กับการเมืองไทยว่าจะมีเลือกตั้งตอนไหน สำหรับผลประกอบการไตรมาตรแรก 168 บริษัทของไทยทำรายได้รวมกันไปแล้วกว่า 2.7 แสนล้านบาท

“โตจากปีที่แล้ว 6% และจากไตรมาตรที่แล้วถึง 10% เป็นแรงจูงใจชั้นยอดให้คนกลับมาลงทุนอีกครั้ง หุ้นหลายตัวก็กำลังน่าสนใจ การไต่ไปถึง 1900 จุด คงไม่ใช่เรื่องยาก ข่าวร้ายที่จะเข้ามากระหน่ำคือเรื่องของเงินเฟ้อ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือเงินเฟ้อในสหรัฐฯ”

“ตอนนี้ขยับไป 2.5% แล้ว สัญญานจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ไม่ดีนัก มติจากที่ประชุมทั้ง 3 ครั้งพูดถึงเงินเฟ้อไม่เหมือนกันสักครั้ง ต่างจากปีที่แล้วที่พูดเหมือนกันทุกครั้ง เชื่อว่า มิ.ย. นี้ สหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน”

ประกิต กล่าวว่า เฟดอาจขึ้นมากถึง 4 ครั้งเป็นสัญญานที่ต้องติดตาม เรื่องของดอกเบี้ยก็ต้องตามเพราะเป็นเรื่องที่ควบคู่กับเงินเฟ้อ ตอนนี้ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ ขึ้นไป 3% แล้ว ถ้าปรับขึ้นไปถึง 6% นั่นจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ แต่เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5% ถือว่ายังน้อย

“เรื่องวิกฤติไม่น่าเกิดขึ้น แต่ก็ต้องคอยตามตลอด ในส่วนตลาดอุตสาหกรรมไทยมีข้อดีตรงทุกธุรกิจมีช่วงวนลูปทั้งดีและไม่ดีทำให้เลือกลงทุนได้ตลอด แต่ต้องศึกษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งปลายเดือน พ.ค.นี้ควรเลือกลงทุนที่กลุ่มน้ำมัน”

“แต่เดือน ก.ค.อาจจะมีการปรับช่วงอีกรอบ ในส่วนการลงทุนครึ่งปีหลังนี้แนะนำให้ลงทุนกับหุ้นของธนาคาร เพราะช่วงต้นปีปรับลดไปแล้ว 12% ดังนั้นมีแนวโน้มที่ดีจะปรับตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ในช่วง 11 พ.ค.ที่ผ่านมาเป็นช่วงตลาดฟื้นตัว แล้วหุ้นกลุ่มธนาคารก็เป็นตัวนำตลาดขึ้นมาอีกด้วย”