Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทย บรรยากาศลงทุนโลกฟื้น แต่ไทยยังผวา”การเมือง”

บรรยากาศลงทุนโลกฟื้น แต่ไทยยังผวา”การเมือง”

1219
0
SHARE
ทิศทางตลาดหุ้น

บรรยากาศการลงทุนในตลาดโลกเริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น หลังจากได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ในขณะที่บรรยากาศการลงทุนในไทยยัง “อึมครึม” จากการเมืองในประเทศที่ยังไม่ชัดเจน แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วสองสัปดาห์ 

ตลาดหุ้นหลัก ๆ ของโลกขยับขึ้น ทั้งเอเซียและญี่ปุ่น โดยเฉพาะดาวโจนส์ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์( 5 เม.ย.) ที่ระดับ 26,424.99 จุด ซึ่งยืนเหนือระดับ 25,000 จุดมาได้ ท่ามกลางความหวังว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะคลี่คลายลง

ประเด็นที่สั่นคลอนตลาดหุ้นตลาดเงินทั่วโลก ดูเหมือนจะเริ่มคลี่คลาย ทำให้นักลงทุนกล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ลองมาดูทิศทางใหญ่ ๆ ที่เริ่มคลี่คลายลง

ปัจจัยแรก ที่ดูเหมือนตลาดจะลดความกังวลลงไป คือ คณะกรรมการการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ส่งสัญญาณปรับทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ หลังจากที่ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีทีท่าว่าจะย่ำแย่ แม้ไม่ถึงขั้น “ถดถอย” จากเดิมที่ตลาดคาดกันว่าเฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยตามที่บอกไว้ก่อนหน้านั้น โดยล่าสุดเฟดส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ย

ปัจจัยที่สอง สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ใกล้ยุติในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ ตามการประกาศของผู้นำสหรัฐและผู้นำจีน หลังจากห้ำหั่นกันจนสั่นสะเทือนไปทั่วโลก  งานนี้ยังไม่รู้ว่าใครแพ้-ชนะ แต่ที่แน่ ๆ เสียหายทั้งคู่ รวมทั้งประเทศอื่นด้วย เมื่อสงครามการค้า(+การเมือง) ใกล้ยุติ บรรยากาศการลงทุนโลกก็กลับมาตั้งหลักกันใหม่

ปัจจัยที่สาม ปัญหาการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป หรือ เบรกซิท ที่ยิดเยื้อยาวนานข้ามปี ขณะนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะลงเอยอย่างไร แต่บรรดานักลงทุนก็เริ่ม”ไม่ตื่นเต้น”กับการแยกตัวไปมากนักในปีนี้ เพราะได้เตรียมตัวเตรียมใจกันมานานแล้ว รวมทั้งภาคธุรกิจที่ทยอยปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งหากขั้นตอนได้ข้อยุติลง ก็ไม่น่ากระทบอะไรมากนัก

ปัจจัยที่สี่ นักลงทุนพากันหวาดผวา หลังจากธนาคารกลางยุโรก(อีซีบี) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามการค้า เช่นเดียวกับตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ออกมาช่วงต้นปีว่าจะย่ำแย่ลง แต่ความกังวลเริ่มคลี่คลายลง เมื่อทางการจีนประกาศมาตรการกระตุ้น และ ตัวเลขการผลิตของจีนที่ออกมาล่าสุด ทำให้สร้างความหวังว่าประเทศที่เป็น “โรงงานของโลก” เริ่มฟื้นตัว และจะช่วยดึงเศรษฐกิจโลกฟื้นตามไปด้วย

ความคาดหวังของนักลงทุนที่ดีขึ้น อาจดูได้จากสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) แลสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ที่ขยับขึ้นเรื่อย ๆ จนผ่านจุด “ต้าน” สำคัญไปเรียบร้อย ที่ระดับ 70 เหรียญสหรัฐฯฝบาร์เรล

ล่าสุด ราคาน้ำมัน WTI ส่งมอบเดือนพ.ค. เมื่อวันที่ 5 เม.ย. อยู่ที่  63.08 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนมิ.ย. อยู่ที่  70.34 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล

การขยับขึ้นของราคาน้ำมัน ได้ให้น้ำหนักไปที่การฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก และมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อเวเนซูเอลา และอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เพราะสหรัฐฯผลิตน้ำมันได้มากขึ้น จากเดิมเป็น”ผู้บริโภค”รายใหญ่สุดของโลก แม้ว่าแท่นขุดเจาะของสหรัฐจะเพิ่มขึ้น แต่ตลาดก็ยังให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวเศรษฐกิจและการหั่นการผลิตของกลุ่มโอเปกมากกว่า

ขณะที่บรรยากาศการลงทุนโลกเริ่มกระเตื้อง แต่ตลาดหุ้นไทยยังไม่ขยับไปไหน แม้จะผิดความคาดหมายไปบ้างว่าหลังเลือกตั้ง ประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยแล้วจะดีขึ้น นักลงทุนต่างชาติจะกลับมา แต่ล่าสุด ตั้งแต่ต้นปียังมียอดขายสุทธิ แม้จะลดลงกว่าปีก่อนมาก

ดูเหมือนว่าการลงทุนในตลาดหุ้นจะขยับดีขึ้นมาบ้าง รับข่าวการกลับสู่”ประชาธิปไตย”ของไทย แต่ปรากฏว่าจนบัดนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ารูปร่างหน้าตารัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร

ยิ่งกว่านั้น การเมืองทำท่าว่าจะสร้างความปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดวิกฤติ”กรรมการเลือกตั้ง” เกิดกระแสคนไม่เชื่อถือ พร้อม ๆ กับ เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองและบรรดา”กองเชียร์” ทั้งที่เปิดหน้าและลับหลัง สร้างกระแส”ความขัดแย้งรุนแรง”มากขึ้น

ขณะที่ บรรยากาศการลงทุนและเศรษฐกิจโลกเริ่ม”คลี่คลาย” แต่“การเมืองไทย” กลับมาสร้าง“ความเสี่ยง”เพิ่มขึ้น

เหมือนที่เคยเป็นมา!