Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทย แค่จุดเริ่มต้น…’ตลาดหุ้น-เงิน’ป่วน

แค่จุดเริ่มต้น…’ตลาดหุ้น-เงิน’ป่วน

1511
0
SHARE
หุ้นและค่าเงิน
ตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยปรับพอร์ตการลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย ส่งผลให้มีการเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยหลักมาจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ขึ้นดอกเบี้ยและสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน

หากติดตามทิศทางตลาดหุ้นไทยและค่าเงินบาทตั้งแต่ช่วงต้นปี จะเห็นได้ว่าได้รับผลกระทบจากเงินไหลออก และผลกระทบหนักขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จากนักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกจากตลาดเอเซียอย่างรวดเร็ว

ตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติ มียอดขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 190,603.47 ล้านบาท ส่วนตลาดตราสารหนี้ มียอดขายสุทธิ 5,361 ล้านบาท

การโยกเงินออกจากไทยได้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท จากต้นปีอยู่ที่ 32.33 บาท/ดอลลาร์ และเมื่อวันที่ 33.17 บาท/ดอลลาร์

สำหรับดันชีตลาดหุ้น เคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 1700-1800 จุดมาได้เกือบครึ่งปี จากมุมมองของนักลงทุนในประเทศและนักลงทุนสถาบัน ที่มีแรงซื้อเข้ามาท่ามกลางแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติ ก่อนจะร่วงหลักในช่วงเดือนมิ.ย.จากแรงกระหน่ำเทขายของนักลงทุนต่างชาติ

ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนสถาบัน มียอดซื้อสุทธิ 90,672.45 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไป มียอดซื้อสุทธิ 112,742.45 ล้านบาท ส่วนบัญชีโบรกเกอร์มียอดขายสุทธิ 12,811.84 ล้านบาท

ภาวะตลาดหุ้นไทย ณ เวลานี้ เรียกว่า “หักปากกาเซียน”พอสมควร เพราะตั้งแต่ต้นปี บรรดานักวิเคราะห์แทบทุกสำนักประเมินว่าหุ้นไทยจะพุ่งทะยานไปแตะ 1,900 จุด เพราะประเดิมตั้งแต่ต้นปีก็วิ่งทะลุ 1,800 จุดไปแล้ว

เมื่อมามองค่าเงินบาทอาจมีทิศทางในช่วง 4 เดือนแรกต่างไปจากตลาดหุ้น แม้จะมีเงินไหลออก แต่ระดับที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับเงินไหลเข้า ที่ได้จากภาคการส่งออกที่พุ่งขึ้นทุบสถิติและรายได้จากการท่องเที่ยวที่เป็นเงินตราต่างประเทศ

แต่แล้วค่าเงินบาทก็ไปไม่รอด เมื่อเผชิญกับ“เงินไหลออก”ตั้งแต่ช่วงกลางปี จากแรงเทขายในตลาดหุ้น ส่งผลให้อ่อนค่าลงต่อเนื่องและเป็นไปอย่างรวดเร็ว

เงินไหลออกไม่ใช่เป็นเฉพาะไทย แต่เป็นทั้งภูมิภาค

ศูนย์วิจัย กสิกรไทย มองว่าสาเหตุหลักมาจากสหรัฐฯ ประกาศเดินหน้ากดดันทางการค้าต่อจีนอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ (6 ก.ค. 2561) ทางการสหรัฐฯ จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในวงเงินมูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะประกาศรายการสินค้าอีก 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ขณะที่ จีนเองก็ออกมาประกาศมาตรการตอบโต้ทางการค้าในมูลค่าที่เท่ากัน

ทั้งจีนและภูมิภาคอาเซียนตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดของสงครามทางการค้าที่มีแนวโน้มว่าอาจจะยืดเยื้อเกินกว่าสิ้นปี 2561

นอกจากสงครามการค้า ยังเป็นช่วงจังหวะเวลาพร้อมกับที่เฟดส่งสัญญาณเร่งการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดการเงินภายในภูมิภาคต้องเผชิญกับความผันผวนของเงินทุนไหลออกอย่างฉับพลัน (External shock) อันส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์และค่าเงินสกุลภูมิภาคทุกสกุล

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดเงินตลาดทุน เช่นเดียวกับสำนักวิจัยอื่นๆ คือ การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และ ผลกระทบสงครามการค้า

“สงครามการค้า”ยังไม่แน่ชัดว่าจะยาวไปถึงไหน แต่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(เอฟโอเอ็มซี)ของเฟด กำหนดกันมานานแล้ว ซึ่งก็ต้องรอลุ้นว่าจะขึ้นดอกเบี้ยตอนไหน

ในปีนี้ เหลือการประชุมของเอฟโอเอ็มซีอีก 4 ครั้ง คือ 31 ก.ค.-1 ส.ค., 25-26 กันยายน,7-8 พฤศจิกายน และ 18-19 ธันวาคม ซึ่งตลาดคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง

เมื่อดูจากทิศทางตลาดหุ้นและค่าเงินบาท อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้น ตลาดหุ้น-ตลาดเงินโลกคงปั่นป่วนไปอีกนาน