Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทย หมดหวังหุ้นครึ่งปีแรก ลุ้นใหม่ครึ่งปีหลังตลาดดีดกลับ

หมดหวังหุ้นครึ่งปีแรก ลุ้นใหม่ครึ่งปีหลังตลาดดีดกลับ

724
0
SHARE

สมาคมนักวิเคราะห์ฯประเมินสัปดาห์หน้ารู้ตัวนายกรัฐมนตรี เชื่อตลาดหุ้นไทยมีเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้ามาช่วงครึ่งปีหลัง คาดการณ์จีดีพีปี 62 โต 3.8% ส่วน SET Index ปิดที่ 1,705 จุด หลังจบปี 62 ขณะที่สงครามการค้ามั่นใจเจรจากันลงตัวก่อนสิ้นปี เนื่องจากสหรัฐฯกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้ง ส่วนจีนเศรษฐกิจกำลังถดถอยไม่น่าลากยาว

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน จัดกิจกรรม HOT ISSUE ในหัวข้อ “ลงทุนอย่างไรในช่วงการเมืองคืบหน้าสงครามการค้าโลกคืบหลัง“ โดยมีนายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ร่วมกันประเมินถึงทิศทางตลาดหุ้น

นายไพบูลย์ กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ราคาถอยลงแทบทุกวัน ขณะที่ต่างประเทศก็มีทั้งขึ้นสลับลงแต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงขาขึ้น  ซึ่งปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในขณะนี้มีอยู่ดั้วยกัน 2 เรื่องได้แก่ถาวะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ส่วนอีกเรื่องคือทิศทางการเมืองภายในประเทศ

ปัจจัยเรื่องสงครามการค้าดูจะมีผลกระทบมากที่สุดในช่วงนี้ เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่จะสามารถกำหนดแนวโน้มเศรษฐกิจทั่วโลกได้มากที่สุด โดยปัจจุบันสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนสู้กันมาหลายยกแล้วโดยเชื่อว่าสุดท้ายจะจบลงในไม่ช้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกที่จะหลุดพ้นจากภาวะชะลอตัวหลังสงครามการค้าเจรจากันลงตัว

ภาวะสงครามการค้านั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีปี 60 เนื่องจากสหรัฐฯ มีอัตราขาดดุลการค้าจากจีนสูงถึง 300,000 ล้านเหรียญ ทำให้สหรัฐฯต้องหาวิธีจัดการกับจีน โดยที่ผ่านมาก็มีการเจรจากันมาหลายรอบแล้ว แต่สาเหตุที่มีการเจรจากันระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจนี้ยากขึ้นทุกวัน เพราะการเจรจาเริ่มมีเรื่องที่นอกเหนือจากการทำธุรกิจเข้ามาอยู่ในหัวข้อการเจรจาขึ้นเรื่อยๆ

เช่นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่จีนต้องออกกฏหมายมาคุมเข้มอย่างหนัก, เทคโนโลยีทรานเฟอร์โดยจีนมีข้อบังคับว่าสามารถเปิดดูเทคโนโลยีต่างๆ ของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในจีนได้ นอกจากนี้สหรัฐฯยังขอให้จีนเปิดประเทศให้ต่างชาติไปลงทุนต่างๆ อย่างเสรีง่ายขึ้น และยังมีการขอให้จีนปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่มากเกินไปสำหรับจีนจะรับได้

ทำให้โอกาสที่ 2 ประเทศนี้จะเจรจากันไม่ลงตัวมีสูงและอาจส่งผลให้สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนทั่วไปอีกในเดือน ก.ค.นี้ หลังจากที่มีการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนไปแล้ว 25% แต่จีนก็ยังมีไม้ตายในมือที่จะเอามาเล่นงานสหรัฐฯได้เช่นกัน อย่างเช่นธุรกิจสหรัฐที่ลงทุนและขายในจีนอย่างแอปปิล โดยจีนสามารถลงโทษได้ถ้าอยากทำ นอกจากนี้จีนถือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ เนื่องจากจีนถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกว่า 1.1 ล้านล้านเหรียญ

แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าท้ายที่สุดการเจรจากันระหว่าง 2 ประเทศนี้จะจบลง เพราะเศรษฐกิจจีนเริ่มโดนผลกระทบบ้างแล้ว โดยการส่งออกจีนมีมูลค่าลดลงตั้งแต่ต้นปี และกลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากจีนลดลงไป 25% แล้ว ขณะที่สหรัฐฯ หันไปซื้อสินค้าจากประเทศอื่นแทน ฉะนั้นจีนได้รับผลกระทบหนัก ส่วนประเทศที่ได้เปรียบเริ่มกลายเป็นเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และไต้หวัน ที่ได้ส่วนแบ่งตลาดแทนจีน ทำให้จีนไม่สามารถลากสงครามการค้ายาวได้

ถ้าไปดูภาวะเศรษฐกิจจีนก็เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว แต่ที่ตัวเลขจีดีพียังโต 6% เนื่องจากจีนมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเต็มที่ โดยเงินภาครัฐที่ใช้ไปกระตุ้นนั้นขณะนี้ขาดดุลไปแล้ว 6% ของจีดีพี และปัจจุบัน 70% ของจีดีพีจีนเกิดจากการอัดฉีดของรัฐบาล ซึ่งจีนไม่สามรถทำแบบนี้ได้ตลอดเพราะจะทำให้เศรษฐกิจพัง จึงมีโอกาสสูงที่จะกลับมาเจรจากับสหรัฐฯโดยดีอีกครั้ง

ส่วนสหรัฐที่กล้าใช้ไม้แข็งเล่นงานจีนเนื่องจากสหรัฐฯมีเศรษฐกิจที่ดีกว่าจีน อัตราการว่างงานต่ำแค่ 3% กำลังซื้อในประเทศก็เพิ่มในขณะที่เงินเฟ้อต่ำลง แต่ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ดีมากนัก และไม่สามารถลากสงครามการค้ายาวได้ เพราะอาจจะกระทบกับการผลิตในประเทศของสหรัฐฯ

ในปีหน้าสหรัฐฯจะเข้าสู่การเลือกตั้ง ดังนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเป็นคนที่กังวลกับเรื่องตลาดหุ้นล่วงมาก ย่อมไม่อยากจะเห็นภาพนั้นเกิดขึ้นแน่นอน จึงคาดว่าสหรัฐฯเองก็ต้องเล่งเจรจากับจีนให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว ซึ่งคาดว่าภายใน 3 เดือนหน้าน่าจะมีปัจจัยบวกให้เห็นเกี่ยวกับเรื่องสงครามการค้า

คาดตลาดหุ้นไทยกลับมาสดใสครึ่งปีหลัง

ด้านสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย มีทิศทางที่เริ่มชัดขึ้นหลังจากผ่านพ้นช่วงของการเลือกตั้ง เนื่องจากเริ่มเห็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ โดยคาดการณ์ว่าหลังการตั้งรัฐบาลเสร็จความอึมครึมต่าง ๆ จะจบลง ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะเป็นเสียงปริ่มน้ำก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เนื่องจากเป็นโครงสร้างรัฐบาลที่ถูกออกแบบให้เป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งอยู่แล้ว จึงมองว่าปัจจัยลบจะหมดไป และตลาดหุ้นไทยน่าจะกลับมาดีอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง

นายเทิดศักดิ์ กล่าวต่อว่าประเด็นเรื่องการเมืองในประเทศสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่สิ่งผิดคาด โครงสร้างรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำถูกออกแบบมาแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะไม่ต้องการให้พรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียว ฉะนั้นการตั้งรัฐบาลคงไม่ใช่ปัญหาอย่างที่หลายฝ่ายกังวล มั่นใจว่าสัปดาห์หน้าภาพรัฐบาลจะชัดเจน และจะเห็นชัดว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

รัฐบาลที่ออกมาจะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ และเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดเป็นรัฐบาลก็จะส่งผลดีกับตลาดหุ้นทั้งนั้น เพราะนโยบายส่วนใหญ่คล้ายกันโดยเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก เพราะเรื่องการส่งออกขณะนี้มีการปรับลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งนโยบายส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในการใส่รายได้ให้ผู้มีรายได้น้อย

นโยบายกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ทุกพรรคพูดถึงการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้น และถ้ามีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจริง อุตสาหกรรมที่ต้องระวังคือประเภทที่มาร์จิ้นต่ำแต่ใช้แรงงานเยอะ เพราะจะได้รับผลกระทบแรงที่สุดเช่นอุตสาหกรรมในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, รับเหมาก่อสร้าง และ แปรรูปอาหาร เป็นต้น ซึ่งเราจะเห็นรัฐบาลใหม่ในสัปดาห์หน้าแน่ ๆ แต่ที่ต้องติดตามต่อคือรัฐบาลใหม่จะหยิบนโยบายอะไรมาเป็นตัวหลักในการบริหารประเทศ

ขณะที่เรื่องสงครามการค้า ภาพตอนนี้การเจรจามีการปั่นป่วนสับสนไปอีกระยะ เพราะเชื่อว่ากระสุนทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่หมด สหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนและยังสามารถจะขึ้นได้อีก และอาจมีนโยบายการตั้งเซฟการ์ดสินค้าบางประเภท ส่วนจีนก็อาจเอาคืนด้วยการลดการนำเข้าเครื่องบิน หรือการขายพันธบัตรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นต้น ตราบใดที่ยังมีกระสุนเหลือก็ยังไม่ได้ข้อสรุปและจะสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกอีกราว 2เดือน

ส่วนสถานการณ์ของภาคการผลิตแต่ละประเทศอาการหนักทั่วโลกเช่นกัน ตัวเลข PMI ลดลงทั้งนั้น เกิดจากการคุยกันไม่ลงตัวในเรื่องสงครามการค้า ขณะที่ไทยการส่งออกตัวเลขน้อยลงมาตลอด นับแต่มีเรื่องสงครามการค้าเข้ามา เคยติดลบไปถึง 5 เดือน เพราะฉะนั้นเป็นตัวสะท้อนว่าตัวเลขส่งออกไทยจะไปคาดการณ์ให้ดีเหมือนเช่นเคยคงเป็นเรื่องยาก ซึ่งอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเสียประโยชน์จากภาวะสงครามการค้าได้แก่กลุ่มปิโตร-น้ำมัน, ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์ และอสังหาฯ

ส่วนอุตสาหกรรมที่คาดว่าได้รับผลดีจากภาวะสงครามการค้าคือกลุ่มส่งออกอาหาร และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เพราะถ้ามีกำแพงตั้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ อาจมีการย้ายฐานผลิตไปยังประเทศที่ไม่ถูกตั้งกำแพงภาษี นอกจากนี้ยังมีการขับเคลื่อนโครงการ อีอีซี จริงจังแล้ว

ขณะที่แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังมีความหวังในเชิงบวก เมื่อสิ่งต่าง ๆ ในประเทศและต่างประเทศคลี่คลายลง คาดว่าจะเห็นเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น  โดยคาดการณ์จีดีพีปี 62 เติบโต 3.8% ส่วน SET Index ปิดที่ 1,705 จุด ในปี 62