Home ทิศทางเศรษฐกิจ “กวางตุ้ง” เตรียมลงทุนไทย คาดเม็ดเงินกว่า 10,000 ล้าน

“กวางตุ้ง” เตรียมลงทุนไทย คาดเม็ดเงินกว่า 10,000 ล้าน

462
0
SHARE

“สมคิด” จับมือ “มณฑลกวางตุ้ง” สร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ รับข้อเสนอสนับสนุน EEC  ร่วมทุนการค้า และสนับสนุนการท่องเที่ยว ย้ำให้มองเป็น “พี่จูงมือน้องพัฒนาไปด้วยกัน” พร้อมใช้ไทยฐานะประธานอาเซียน เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อจีนกับภูมิภาค ส่งเสริม CLMV ให้ก้าวหน้า เชื่อฟอร์มรัฐบาลเร็ว นักลงทุนยิ่งมาลงทุนเร็ว

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ และ นายหลี่ ซี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มณฑลกวางตุ้ง เป็นประธานเปิดงานสัมมนาความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้าจีน (กวางตุ้ง) – ไทย โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก โดยมี เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย , นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ประธานหอการค้าไทย-จีน , ตัวแทนส่วนราชการและผู้บริหารระดับสูงจาก จีน กว่า 200 ชีวิต เพื่อแถลงข่าวความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับมณฑลกวางตุ้ง และจับคู่ธุรกิจต่างๆระหว่าง 2 ประเทศ

นายสมคิด ระบุว่า ในอดีตผู้ใหญ่ของมณฑลกวางตุ้ง และจีนได้มีโอกาสมาเยือนประเทศไทยมาแล้วทั้งสิ้น แต่การมาเยือนครั้งนี้นับว่าพิเศษมาก เพราะ นายหลี่ ซี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มณฑลกวางตุ้ง ได้นำคณะนักธุรกิจจากจีน กว่า 200 ชีวิตมาเยือนไทยในครั้งนี้ เป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดจากมณฑลกวางตุ้ง ตั้งแต่ที่เคยมาประเทศไทย สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการให้เกียรติและความสำคัญกับประเทศไทย โดยเฉพาะข้อเสนอ 5 ประการที่ได้มีการเสนอมาไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) , การยกระดับการลงทุนร่วมกัน , การยกระดับการค้าขายร่วมกัน , การลงทุนด้านการเกษตรและประมง และการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยในปีที่ผ่านมา มณฑลกวางตุ้ง เดินทางมาประเทศไทยถึง 1.5 ล้านคน มีเที่ยวบินตรงจากกวางตุ้งถึงกระบี่

นายสมคิด มองว่า “ข้อเสนอดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม มีความเปิดเผย ซึ่งในฐานะที่ดูแลด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้ ต้องแสดงความขอบคุณนายหลี่ ซี เป็นอย่างมาก”

การมาเยือนของนายหลี่ ซี  ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะประเทศไทยเพิ่งผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นงานที่ตอกย้ำความเป็นปึกแผ่น ความเป็นเอกภาพและความสามัคคีกันของคนไทย นั่นแสดงให้เห็นถึงความมีเสถียรภาพของประเทศไทยอีกทั้ง เพิ่งมีการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในรอบหลายปีและได้นายกรัฐมนตรี คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาโดย นายสมคิด คาดว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะมี พระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีลงมา

นายสมคิด ระบุว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่ทำให้ประเทศไทยและจีนมีความแน่นแฟ้นกันมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมเป็นภาคีในโครงการ One Belt One Road ที่ได้รับการตอบรับจากหลายๆประเทศทั่วโลก และในช่วงนี้ประเทศไทยก็ได้เป็นประธานในการประชุมอาเซียนซัมมิท ซึ่งจะจัดขึ้นในอีกไม่ถึง 10 วันข้างหน้า นั่นจะทำให้ไทยสามารถสร้างบทบาทอันสร้างสรรค์ระหว่างจีนกับอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมณฑลกวางตุ้งที่เป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน นั่นจะทำให้เป็นข้อต่อสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างจีนตอนใต้กับอาเซียน
ซึ่งมีไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา นายสมคิด ได้มีโอกาสติดตาม พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปประชุม One Belt One Road Forum ที่ปักกิ่ง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมีผู้นำจากต่างประเทศเข้าร่วมอย่างล้นหลาม การประชุมในครั้งนั้นไม่เพียงแต่จุดประกายและสร้างความหวังให้แก่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนที่ยั่งยืนในยามที่โลกต้องเผชิญกับหมอกควันแห่งความไม่แน่นอนจากกระแสการปกป้องและกีดกันทางการค้า ตลอดจนเศรษฐกิจที่เริ่มถดถอย อันเกิดจากภัยสงครามการค้า ทำให้ One Belt One Road กลับกลายเป็นแกนหลักแห่งการเชื่อมโยงการผนึกพลังร่วมของชาติต่างๆ โดยชูหลักการเปิดประเทศ ปฏิรูปและการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันและกันในทุกๆมิติ ไม่ว่าจะเป็น การค้าการลงทุนที่สะอาดและสีเขียว การเชื่อมโยงระหว่างทุกภาคส่วน

สำหรับประเทศจีนแล้วชัดเจนอย่างยิ่งที่ท่านประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ได้ขับเคลื่อนให้โครงการเป็นสะพานเชื่อมโยงทุกชาติในอาเซียนและทั้งโลก เพื่อให้เกิดความสามัคคีกัน นับว่าเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต่างก็รู้สึกชื่นชมและได้มอบหมายให้ทำจีพีเอส

และนาย สี จิ้น ผิง ได้มอบหมายให้โครงการ  The Greater Bay Area (GBA)  เชื่อมโยงกับโครงการ One Belt One Road ซึ่งผืนแผ่นดินที่เชื่อมโยงกับอาเซียนจึงถือได้เป็นอ่าวที่ใหญ่ที่สุด หากเปรียบ The Greater Bay Area (GBA) เป็นมังกร มณฑลกวางตุ้ง ก็เป็นท้องของมังกร ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยทรัพยากรทางการผลิต ทางการเกษตรและอุตสาหกรรม เป็นผู้นำเชิงวิทยาการและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต บริษัทที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง

นายสมคิด กล่าวต่ออีกว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ นายหลี่ ซี เรื่องสิ่งมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจของมณฑลกวางตุ้งที่เกิดขึ้นเมื่อหลาย 10 ปีก่อน โดยตอนนั้น ประธานาธิบดี เติ้ง เสี่ยว ผิง ต้องการที่จะปฏิรูปประเทศจีน ซึ่งในยุคนั้นมีความแตกต่างทางความคิดอย่างมหาศาล ฉะนั้นการที่ต้องการเปลี่ยนความยากจนเป็นความทันสมัย แต่ด้วยความต้องการที่จะปฏิรูปประเทศ นายเติ้ง เสี่ยว ผิง ได้ไปพูดจาให้ข้าราชการ , ผู้บริหาร และ ประชาชนได้เข้าใจว่าทำไมถึงต้องปฏิรูป ถ้าคนจีนไม่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่พัฒนาเศรษฐกิจ ไม่สร้างสิ่งใหม่ๆ มีแต่ตายกับตาย

ในยุคนั้นจีนมีความยากจนข้นแค้นจนกระทั่งต้องย้ายมาที่ไทย กวางตุ้งสามารถเปลี่ยนการทำเกษตรกรรมเป็นเทคโนโลยีได้อย่างก้าวกระโดด ด้วยการสร้างผู้ประกอบการแบบใหม่ที่สามารถใช้ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจ จึงทำให้กวางตุ้งเป็นมณฑลที่มี GDP สูงสุดในจีนติดต่อกันมา 30 ปี

เมื่อผู้นำของจีนต้องการให้มณฑลกวางตุ้งลงมาสานสัมพันธ์กับประเทศทางใต้ นี่จึงเป็นคุณประโยชน์ที่เห็นชัดเลยอย่างนั้นก็คือว่า ไม่ใช่แค่การลงทุน ไม่ใช่แค่การส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่เป็นเชื้อเพลิงในการกระตุ้นให้ประเทศเหล่านี้รู้ว่า การปฏิรูปนั้นควรทำอย่างไร เป็นตัวอย่าง เป็นรูปแบบเรารู้อยู่ ว่า อาเซียน มีความเจริญเร็วมากในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา แต่ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ ในประเทศ CLMV ยังยากจน ประชาชนไร้การศึกษา สินค้าส่วนใหญ่ยังด้อยคุณภาพ ไม่มีเทคโนโลยี ดังนั้นนักธุรกิจของกวางตุ้งจะเป็นตัวอย่างที่จะสามารถทำให้เราก้าวหน้าไปด้วยกัน เป็นเหมือนกับพี่จูงน้อง

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ประธานหอการค้าไทย-จีน ระบุว่า การสัมมนาครั้งนี้มณฑลกวางตุ้งนำนักธุรกิจมาร่วมประชุมกว่า 200 กว่าคน ที่จะมาลงทุนในหลากหลายรูปแบบ โดยมีโครงการใหญ่ๆและข้อเสนอต่างๆ มาจับคู่ธุรกิจกับประเทศไทย โดยถือว่าเป็นจังหวะที่ดีที่มาในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังทรงตัว โดยมีทั้งเรื่องของการเกษตร อุตสาหกรรม , การก่อสร้างยานยนต์ , อีคอมเมิร์ซและการท่องเที่ยว ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเดินทางมาพูดคุยและประชุมกันแล้วแต่การมาครั้งนี้ของ นายหลี่ ซี เป็นการกระตุ้นให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น โดยเม็ดเงินเฉลี่ยในการลงทุนครั้งนี้จะอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งการมีรัฐบาลที่ต่อเนื่องกันก็จะทำให้นโยบายต่างๆต่อเนื่อง และถ้าหากจะตั้งรัฐบาลได้เร็ว ก็จะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นมากขึ้น