Home ลงทุน แนะทางรอดนักลงทุนหน้าใหม่ จัดพอร์ตเน้นหุ้นปันผล

แนะทางรอดนักลงทุนหน้าใหม่ จัดพอร์ตเน้นหุ้นปันผล

1202
0
SHARE

2 นักวิเคราะห์จากเอเซียพลัส และโนมูระฯ เผยกลยุทธ์การลงทุนสำหรับมือใหม่ควรมีหุ้นปันผลเก็บไว้ในพอร์ตเป็นอันดับแรก จัดพอร์ตควรมีหุ้นไทย 40% หุ้นต่างประเทศ 15% ส่วนที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้ต่าง ๆ เปิดหุ้นเด็ดน่าลงทุน BJC, ROBINS, AOT และ ERW

มหกรรมการเงินครั้งที่ 19 หรือ MONEY EXPO 2019 จัดสัมนาในหัวข้อ”แนะมือใหม่ลงทุน คัดหุ้นเด่น” โดยมีนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) และนายเทิดศักดิ์ ทวีธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซีย พลัส จำกัด ร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้ให้นักลงทุนหน้าใหม่

ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังผันผวนจากภาวะสงครามการค้า

นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า “ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยหลักที่เป็นตัวควบคุมความผันผวนนั่นคือสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนสูงเนื่องจากกำลังเกิดภาวะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ซึ่งเป็น 2 ชาติมหาอำนาจของโลก”

สำหรับที่มาที่ทำให้เกิดสงครามการค้าขึ้นนั้นเกิดจากสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าจากจีนเป็นจำนวนมหาศาล สหรัฐฯจึงหาทางที่จะลดช่องว่างดังกล่าว จึงได้ออกมาตรการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนสูงขึ้น ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้สินค้าจากจีนที่ส่งมาขายยังสหรัฐฯ มีราคาแพงขึ้น คนซื้อก็จะน้อยลง และในที่สุดการนำเข้าสินค้าจากจีนมาสู่สหรัฐฯ ก็จะน้อยลงเช่นกัน

สำหรับสถานการณ์สงครามการค้าขณะนี้ การตั้งภาษีของสหรัฐฯไปถึงจุดที่จะสูงสุดแล้ว ขณะที่จีนเองก็มีการตั้งกำแพงภาษีสินค้าเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ เช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งคู่กำลังสู้กันด้วยความได้เปรียบในมือที่แต่ละฝ่ายถืออยู่และถ้าทั้งคู่ยังมีอาวุธที่จะเล่นงานกันเหลืออยู่ก็จะทำให้การเจรจาสงครามการค้าไม่จบลงง่าย ๆ และความผันผวนในตลาดหุ้นทั่วโลกยังจะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตามสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนในที่สุดก็ต้องจบลง เนื่องจากภาวะดังกล่าวส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจในหลายบประเทศให้ชะลอตัวลง และเกิดความผันผวนมากมาย ซึ่งปลายปีที่แล้วดอกเบี้ยเป็นช่วงขาขึ้น แต่ปัจจุบันผ่านไปไม่กี่เดือนดอกเบี้ยกลายเป็นขาลงเสียแล้ว ทำให้การย้ายเงินของนักลงทุนในช่วงนี้ยังคงเป็นการย้ายเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย

นายกรภัทร กล่าวต่อว่า กรอบการเจรจาสงครามการค้าตามปกติในแต่ละรอบสหรัฐฯ จะยัดเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาที่เจรจากันเป็นประจำ แต่การเจรจารอบล่าสุดเป็นรอบที่จีนทำบ้าง ซึ่งทำให้สหรัฐฯโมโห พอกรอบการเจรจามาถึงช่วงท้าย ๆ ต่างฝ่ายจะใช้อาวุธในมือกดดันกันอีกรอบจึงเป็นไปได้ที่ทั้ง 2 ประเทศจะมีข้อสรุปในเรื่องการเจรจาสงครามการค้าไม่เกินไตรมาส 3

ทำให้ในช่วงนี้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมไปถึงตลาดหุ้นไทยจะเกิดความผันผวนแน่ ทำให้การซื้อหุ้นของนักลงทุนหน้าใหม่ต้องประเมินสถานการณ์ให้ดีว่าช่วงไหนเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อ ซึ่งครึ่งปีหลังมีสัญญานที่เศรษฐกิจโลกจะกระเตื้องขึ้นเนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าการเจรจาสงครามการค้ารอบล่าสุดจะจบลงในช่วงไตรมาส 3 นั่นเอง

แนะลงทุนหุ้นปันผลในช่วงเริ่มต้น

นายเทิดศักดิ์ กล่าวต่อว่า แน่นอนว่าขณะนี้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลกจะมีความผันผวน เพราะการเจรจาสงครามการค้ายังไม่จบ ซึ่งเชื่อว่าช่วงสั้น ๆ ยังคงมีความผันผวนต่อไปอีกระยะ ส่วนตลาดหุ้นไทยเชื่อว่าดาวน์ไซส์มีไม่เยอะเพราะความแข็งแกร่งโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี

ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1 ตัวเลขที่ออกมามีมูลค่ารวมกันทั้งหมด 2.66 แสนล้านบาท โดยทั้งปีคาดการณ์ไว้ที่ 1 ล้านล้านบาท ขณะนี้ผ่านไตรมาส 1 ไปแล้วถือว่าทำได้ตามเป้า ส่วนดิวิเดนยิลด์ของบริษัทจดทะเบียนปัจจุบันอยู่ที่ 3.58% เทียบกับการลงทุนอื่นถือว่าน่าดึงดูดมาก

“และสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่ต้องการจะเข้าสู่การลงทุน สิ่งที่แนะนำอันดับแรกคือควรจะต้องมีหุ้นปันผลเก็บไว้ให้ได้เสียก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาไปหุ้นประเภทอื่น ๆ จึงจะเป็นการเล่นหุ้นจากขั้นตอนง่ายไม่ซับซ้อนมากนัก”

โดยการเลือกหุ้นปันผลสิ่งที่นักลงทุนควรสังเกตุคือประวัติในการจ่ายปันผลของบริษัทที่จะเลือกเข้าลงทุนควรมีความสามารถจ่ายปันผลต่อเนื่อง 5 ปี จนถึงปัจจุบั นอกจากนี้บริษัทที่นักลงทุนจะเข้าไปลงทุนควรเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้สินมากจนเกินไป

เพราะจะทำให้บริษัทไม่มีความสามารถในการจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนได้อย่างเต็มที่เนื่องจากต้องทำผลประกอบการไปใช้หนี้ ซึ่ง 2 สิ่งนี้เป็นปัจจัยหลักง่าย ๆ สำหรับการเลือกลงทุนในหุ้นปันผลขั้นต้น

และสำหรับการจัดพอร์ทการลงทุนอย่างเหมาะสมสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่นั้น ในพอร์ทของนักลงทุนหน้าใหม่นั้นควนจะประกอบไปด้วยหุ้นไทย 40% หุ้นต่างประเทศ 15-20% และส่วนที่เหลือนำไปลงทุนในตราสารหนี้ และตราสารอื่น ๆ ที่เป็นทางเลือก และการหาหุ้นนั้นควรคัดหุ้นที่มีดิวิเดนยิลด์เก็บไว้เพราะการันตีว่าอย่างไรผลประกอบการก็เป็นบวก ซึ่งควรมีดีวีเดนยิลด์อย่างน้อย 4%

โดยหุ้นปันผลที่แนะนำคือหุ้นในกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ เพราะเป็นกลุ่มหุ้นที่ดีวีเดนยิลด์เกิน 7% เยอะ แต่ไม่ควรไปหวังโกรท์มากในกลุ่มนี้ ส่วนอีกประเภทที่ดีคือกลุ่มโรงไฟฟ้าแต่ต้องไปศึกษาให้ดีว่าจะซื้อตัวไหนเพราะจะมีตัวหุ้นที่มีโรงไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้นซึ่งจะเป็นตัวที่น่าสนใจในกลุ่มนี้

เปิดหุ้นเด็ดน่าลงทุน BJC, ROBINS, AOT และ ERW

ขณะที่นายกรภัทร กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลาดหุ้นไทยปัจจุบันยังไม่ขยับไปไหน สงครามการค้าทำให้เสถียรภาพเสียด้วย แต่ยังคิดว่าช่วงนี้เรื่องสงครามการค้าจะไม่กดดันตลาดมากนัก แต่สิ่งที่จะกดดันมากกว่าคือความกังวลของนักลงทุน เชื่อว่าเมื่อดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับ 1,580-1,610 เป็นจุดซื้อที่ดีที่สุดของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้

“สำหรับกลยุทธ์การลงทุนง่าย ๆ สิ่งสำคัญคือนักลงทุนต้องเข้าซื้อในจุดที่ได้เปรียบ และปีนี้เป็นปีที่หมุนเวียนเซคเตอร์ บางครั้งจะทำให้นักลงทุนหน้าใหม่พลาดง่าย ๆ ฉะนั้นต้องดูหุ้นที่ราคากำลังลงจากผลกระทบในระยะสั้น และมองว่าในระยะยาวจะมีสัญญานที่ดี ซึ่งจะเป็นหุ้นที่น่าเข้าไปซื้อนั่นเอง”

สำหรับหุ้นที่แนะนำให้ลงทุนในช่วงนี้ได้แก่หุ้นค้าปลีก ซึ่งตัวที่โดดเด่นได้แก่ BJC และ ROBINS เนื่องจากถูกทิ้งลงมางอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาและผลประกอบการช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ดี จึงเป็นจังหวะที่ดีที่จะเข้าซื้อทั้งสองตัว เพราะยังมั่นใจว่าอุตสาหกรรมค้าปลีกยังสามารถเติบโตโตได้ยาว ๆ อีก 8-10% ซึ่งเป็นระดับที่พอคาดหวังได้

ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่แนะนำในช่วงนี้คือหุ้นท่องเที่ยว ซึ่งตัวที่โดดเด่นได้แก่ AOT และ ERW เพราะเป็นผู้นำในตลาดและเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโต มีความสามารถในการแข็งขันในตลาดสูง ถ้าเห็นเหตุการณ์ร้ายระยะสั้นเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมประเภทนี้ นั่นแหละคือจุดดีในการเข้าซื้อ เพราะยังเชื่อว่ากลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวเป็นกลุ่มที่ถูกทดแทนได้ยากและมีการเติบโตที่ดีในระยะยาว