Home คอลัมนิสต์ ปิยมิตร ยอดเมือง นักลงทุนจะรู้ได้อย่างไร ว่าภัยกำลังจะมา

นักลงทุนจะรู้ได้อย่างไร ว่าภัยกำลังจะมา

1276
0
SHARE
นักลงทุนจะรู้ได้อย่างไร ว่าภัยกำลังจะมา

หนึ่งในคำถามที่อยู่ในใจของนักลงทุนเสมอมา แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าถามออกมาดังๆ เพราะหาคนที่ตอบคำถามนี้จริงๆ จังๆ ได้ยากยิ่งนัก ก็คือคำถามนี้ครับ “มีโอกาสจะรู้ล่วงหน้าหรือไม่ว่า หุ้นจะขึ้นหรือลง ราคาน้ำมันจะขึ้นหรือลง ราคาทองคำจะขึ้นหรือลง ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นหรืออ่อนลง”

คำตอบที่หลายคนคาดเดาได้ก็คือ “ไม่มีใครรู้จริงหรอกครับ ใครรู้ขนาดนั้นก็คงร่ำรวยมหาศาล เป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลกไปแล้ว”

ผมจะลองตอบคำถามนี้ตามสไตล์ของผมดูครับ จะถูกใจหรือไม่ก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณา

แต่ก่อนจะตอบคำถาม ต้องเข้าใจตรงกันซะก่อนว่า ในเรื่องของการลงทุนนั้น เป็นเรื่องของ “ดีมานด์” และ “ซัพพลาย” หรือ “ความต้องการซื้อ” กับ “ความต้องการขาย” ซึ่งไม่มีเทคโนโลยีตรวจวัด จับทิศจับทาง เหมือนกับการติดตามดูพายุ “ปาบึก” ที่เรารู้ว่ากำลังจะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยตรงบริเวณไหน ด้วยความเร็วเท่าไร และสามารถจะแจ้งเตือนผู้คนบริเวณนั้นได้ก่อนจะเกิดเหตุสูญเสียครั้งใหญ่

แม้ว่าจะมีผู้ที่พยายามออกแบบเครื่องมือที่เรียกว่า “การวิเคราะห์ทางเทคนิค” เพื่อนำมาใช้กับการลงทุนต่างๆ ที่กล่าวมา แต่ผมในฐานะนักกลยุทธ์เชิงปัจจัยพื้นฐานก็เชื่อว่า ยังไม่มีเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคใดที่ให้ผลแม่นยำในระดับที่จะยอมรับได้อย่างสนิทใจ

นอกจากเรื่องดีมานด์และซัพพลายแล้ว ก็ต้องเข้าใจต่อไปด้วยว่า ในโลกปัจจุบันซึ่งมีสิ่งเร้าต่อการลงทุนที่สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้น การวิเคราะห์ดีมานด์และซัพพลายจึงยากขึ้นมาก นักลงทุนขาใหญ่ขายักษ์และกูรูผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างก็ต้องพยายามหาทางเอาชนะนักลงทุนคนอื่นๆ ให้ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องทำอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น เพราะหากทำเหมือนๆ กัน การแพ้ชนะย่อมไม่เกิดขึ้น

หากเราเปรียบเทียบกับการแข่งขันกีฬา มาดูว่าการสร้างความแตกต่างเพื่อชัยชนะมีอะไรบ้าง

ความเร็ว…เป็นตัววัดชัยชนะในการแข่งวิ่ง แข่งรถ และแข่งความเร็วอื่นๆ

ความหนักหน่วง แข็งแกร่ง อดทน และเข้าเป้า (แม่นยำ)…เป็นคุณสมบัติของนักมวยที่จะขึ้นเป็นแชมป์

ความเฉลียวฉลาด ไหวพริบดี แก้เกมได้เร็ว (เทคนิคดี)…ก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งของผู้ชนะ

และด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน หนักหน่วง อดทน แม่นยำ และเทคนิคการตัดสินใจที่แตกต่างกันนี่เอง ที่ทำให้นักลงทุนแต่ละคนมีกำไรหรือขาดทุนแตกต่างกันแม้ว่าจะรู้สัญญาณเตือนภัยเหมือนๆ กัน

เมื่อเข้าใจตรงกันในหลักการพื้นฐานแล้ว ต่อไปนี้คือตัวส่งสัญญาณว่า “ภัยกำลังจะมา” ในเชิงปัจจัยพื้นฐานนะครับ

เริ่มจากภาพใหญ่ คือเศรษฐกิจโลก…ถ้าเมื่อใดก็ตาม มีสัญญาณว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ๆ ของโลก เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น จะมีปัญหาหนักหน่วง มีการชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือภัยกำลังมา ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาในเชิงการเมือง สังคม หรือความมั่นคงใดๆ ก็ตาม จะต้องโยงกลับมาที่เรื่องของเศรษฐกิจให้ได้ ว่าปัญหาเหล่านั้นจะกระทบกับภาวะเศรษฐกิจอย่างไร จึงจะวิเคราะห์สัญญาณเตือนภัยได้

ตัดภาพมาที่ประเทศไทย ภาพใหญ่ก็คือ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ…ถ้าเมื่อใดก็ตาม มีสัญญาณว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเริ่มมีปัญหาโตช้ากว่าที่ควร หรือโตช้ากว่าที่หน่วยงานที่น่าเชื่อถือได้คาดไว้ นั่นคือภัยกำลังมา

เมื่อเรารู้ว่าภาพใหญ่เป็นอย่างนี้  นักลงทุนที่จะปรับตัว อพยพหนีภัยได้เร็วกว่าคนอื่น ก็คือผู้ที่สามารถอ่านตัวแปรต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย ได้ก่อนคนอื่น แม่นยำกว่าคนอื่น

เรารู้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องพึ่งพาสภาพคล่องทางการเงิน (เพื่อการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุน) และต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าและบริการ ดังนั้น หากมีปัจจัยอะไรที่จะทำให้สภาพคล่องหดหายไปจากระบบ เช่น ลดการอัดฉีดเงิน ควบคุมการปล่อยสินเชื่อ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย นั่นคือภัยกำลังมา หรือมีปัจจัยที่ทำให้การส่งออกสินค้าและบริการมีปัญหาชะลอตัวลงหรือหยุดชะงัก เช่น สงครามการค้าของ2พี่ใหญ่เศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐเมริกาและจีน หรือการถูกกีดกันทางการค้าของสินค้าบางชนิดจากไทยไปยังประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ นั่นคือภัยกำลังมา

ถ้าคุณผู้อ่านเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ก็จะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดทุนไทยและตลาดทุนทั่วโลกมากขึ้น ส่วนในตลาดอื่นๆ ต้องวิเคราะห์เรื่องของดีมานด์และซัพพลายเป็นกรณีๆ ไปครับ

หากอ่านเกมไม่ขาด วิเคราะห์ไม่เป็น อยากจะส่งคำถามให้ผมช่วยวิเคราะห์ให้ ช่วยเข้าไปแอดไลน์ โดยค้นหาไอดีไลน์ @pktalk แล้วฝากคำถามไว้ที่นั่นได้ครับ…ยินดีให้บริการครับ