Home คอลัมนิสต์ ปิยมิตร ยอดเมือง บทเรียนทีวีดิจิทัล

บทเรียนทีวีดิจิทัล

805
0
SHARE
ปิยมิตร ยอดเมือง

ยังไม่สายเกินไปสำหรับการเขียนเรื่องของทีวีดิจิทัล เพราะปรากฏการณ์คืนใบอนุญาต หรือคืนช่องจำนวนรวม 7 ช่อง ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่แค่ความเกี่ยวข้องกับเม็ดเงินหลายพันล้านบาทเท่านั้น แต่ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าจะนำมาใช้เป็นบทเรียนในการทำธุรกิจและการลงทุนได้เป็นอย่างดี

7 ช่องที่ยกธงยอมแพ้ ไม่ขอต่อสู้บนเวทีทีวีดิจิทัลอีกต่อไป แลกกับเงินก้อนใหญ่ที่สามารถนำไปทำอะไรต่อมิอะไรได้อีกมาก ก็คือ ช่อง 13, 14, 19, 20, 21, 26 และ 28 ซึ่งเหตุผลหลักคล้ายๆ กันคือ ขืนดันทุรังทำต่อไปก็ไม่น่าจะรอด มีแต่จะขาดทุนมากขึ้นทุกๆ วัน

แต่สิ่งที่ผมสนใจคือ เพราะอะไรถึงขาดทุนจนไปต่อไม่ได้? แล้วทำไมบางช่องเขายังทำต่อไปได้?

ช่อง 13 และ 28 เป็นของบริษัท บีอีซี –มัลติมีเดีย จำกัด บริษัทย่อยของ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า BEC ให้เหตุผลในการคืนใบอนุญาตว่า“อุตสาหกรรมโฆษณาทางทีวีเปลี่ยนแปลงไปจากตอนตัดสินใจเข้าร่วมประมูลอย่างมาก พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ และการแพร่หลายของอินเตอร์เน็ต ในขณะที่มูลค่าการโฆษณาทางทีวีไม่โตตามที่ประเมิน อีกทั้งบริษัทฯ มีภาระต้นทุนที่สูงมาก”

ผมมองว่านี่คือเหตุผลหลักเลยครับสำหรับทุกช่องหรือทุกบริษัทฯ ที่เข้าประมูลทีวีดิจิทัลเมื่อเดือนธันวาคม2556นั่นคือการคาดการณ์รายได้จากค่าโฆษณาผิดเพี้ยนไปอย่างมโหฬาร เพราะไม่ได้ศึกษาให้รอบด้านถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่เราจะโทษเอกชนเพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้ เพราะหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งควรจะเป็นผู้ชี้ทิศทางที่ถูกต้องให้กับอุตสาหกรรมสื่อของไทย กลับไม่ได้ทำหน้าที่นี้ แถมยังแสดงท่าทียินดีปรีดาที่ได้เงินประมูลทีวีดิจิทัลรวม 24 ช่องถึง 50,862 ล้านบาท สูงกว่าราคาที่คาดไว้ถึง 10%

แต่อย่างไรก็ตาม บางบริษัทที่เขาได้ช่องทีวีไปก็ยังสามารถบริหารจัดการให้อยู่รอดได้ เช่น ช่องเวิร์คพ้อยท์ 23 ซึ่งเลือกที่จะประมูลช่องคมชัดปกติ (SD) ไม่ต้องจ่ายเงินมากเท่ากับช่อง HD (ช่อง HD ต้องจ่ายมากกว่าช่องSDกว่า 1,000 ล้านบาท) และถึงแม้ตอนนั้นเวิร์คพ้อยท์จะเป็นผู้ผลิตรายการยอดฮิตจำนวนมาก แต่ก็ไม่ดิ้นรนที่ประมูลทีวีมาหลายๆ ช่องเหมือนกับกลุ่มบีอีซี (ช่อง 13, 28และ 33) และกลุ่มเนชั่น (ได้ช่อง 22 และช่อง 26 และพลาดช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัวไปตั้งแต่ตอนประมูล ซึ่งถือว่าโชคดีไป)

นั่นเป็นบทเรียนว่า การทุ่มสุดตัวเพื่อเอาชนะการแข่งขันในบางเรื่อง ใช่ว่าจะนำพาความสุขสำเร็จมาให้เสมอไป สิ่งที่ได้มาอาจเป็นทุกขลาภก็ได้ ดังนั้น ในการลงทุนอะไรก็ตาม อย่าเพิ่งผลีผลาม อย่ามั่นใจในตัวเองมากเกินไป ให้เผื่อใจไว้บ้างว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตอาจไม่เหมือนกับสิ่งที่เราคิด จะได้ไม่ต้องทุ่มสุดลิ่มทิ่มประตู

ลองมาดูอีกซักช่องนึงครับ คือช่อง SPRING 26 ภายใต้คณะผู้บริหารชุดใหม่ (หรือเดิมคือ NOW 26 ของผู้บริหารชุดเก่า) ให้เหตุผลของการคืนใบอนุญาต โดยโยนความผิดพลาดกลับไปที่ผู้บริหารชุดเก่าว่า อดีตผู้บริหารของบริษัทฯ เมื่อปี 2557 ประมูลโทรทัศน์ช่องนี้มาเพื่อนำเสนอรายการสารคดี ซีรีย์ภาพยนตร์ต่างประเทศ รายการกีฬา และรายการประเภทวาไรตี้ ทั้งที่ไม่มีความชำนาญในการจัดการด้านเนื้อหาประเภทดังกล่าว ทำให้มีผลขาดทุนมาตลอด รวม 4 ปีเศษ ขาดทุนกว่า 2,400 ล้านบาท

นี่คือบทเรียนของการเข้าไปทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้มีความถนัด ไม่มีความชำนาญ โดยลืมคิดไปว่าคนเราแต่ละคนไม่ได้เก่งทุกเรื่อง เช่นเดียวกับบริษัทต่างๆ ที่แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่ก็ใช่ว่าจะมีความชำนาญเหมือนๆ กัน การคิดว่า “เขาทำได้ เราก็ทำได้” มันเป็นความจริงแค่ครึ่งเดียวครับ คือแค่ทำได้ แต่ใช่ว่าจะทำได้ดี เมื่อทำไม่ได้ดีมันก็ไปไม่รอด เพราะโลกเราทุกวันนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องของ “คุณภาพ” และ “ความเป็นมืออาชีพ” มากขึ้นตลอดเวลา

กล่าวโดยสรุปก็คือ การบริหารธุรกิจและการลงทุนให้อยู่รอด จะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง มีความรู้ความชำนาญประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นมืออาชีพในด้านนั้นๆ และไม่ทุ่มสุดตัวสุดใจ ต้องรู้จักเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้สำหรับปัจจัยที่เหนือการคาดหมายของเราที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต