Home คอลัมนิสต์ ปิยมิตร ยอดเมือง ตลาดล่าง กับ ตลาดบน

ตลาดล่าง กับ ตลาดบน

695
0
SHARE

เท่าที่ติดตามข่าวการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย ผมเพิ่งเห็นการจำแนกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ออกมาเป็น ส.ส.ตลาดล่างกับ ส.ส.ตลาดบนก็ในยุคนี้ ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทีเดียว

ดูจากแฮชแท็กในโลกโซเชี่ยล คำว่า ส.ส.ตลาดล่าง คือ ส.ส.ที่มีกิริยาวาจาสามหาว วางท่าเป็นนักเลงโต ใช้ถ้อยคำหยาบคาย และ ส.ส.ที่เดินสายตามงานศพในพื้นที่

แน่นอนครับ ส.ส.ที่ถูกจัดชั้นให้เป็นตลาดล่าง บางคนก็ยอมรับ บางคนก็ไม่ยอมรับ คนที่ยอมรับนั้น เพราะมองว่าการเป็น ส.ส.ตลาดล่าง (เดินสายตามงานศพ) สามารถเข้าถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนได้ดี

ในเรื่องของ ส.ส.ตลาดล่างตลาดบนนั้น คงเป็นที่ถกเถียงกันในสภาและนอกสภาไปอีกพักใหญ่ๆ แต่ในโลกธุรกิจถือเป็นเรื่องปกติ เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้น สินค้าหรือบริการที่ออกสู่ตลาดจึงควรวางตำแหน่งให้ชัดเจนว่ามุ่งกลุ่มเป้าหมายตลาดใด เพื่อการวางยุทธศาสตร์ด้านต่างๆ ให้สอดคล้องต้องกันกับตลาดนั้นๆ

การกำหนดราคาขายสินค้าและบริการสำหรับตลาดล่างย่อมต่ำกว่าตลาดบน ดังนั้น จึงต้องควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งส่งผลไปถึงคุณภาพของสินค้าและบริการด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สินค้าและบริการนั้นไม่สามารถที่จะลดคุณภาพไปสู่ระดับที่เรียกว่าด้อยคุณภาพได้ เพราะกลุ่มผู้บริโภคที่แม้จะอยู่ในนิยามของตลาดล่างก็ไม่ต้องการใช้สินค้าหรือบริการด้อยคุณภาพ ทำให้สินค้าหรือบริการนั้นไม่สามารถดำรงอยู่ในตลาดได้ ต้องถูกกำจัดออกจากตลาดอยู่ดี

การต้องรักษาคุณภาพในระดับหนึ่ง แต่ต้องกำหนดราคาขายที่ต่ำ ส่งผลให้อัตรากำไร (มาร์จิ้น) ของตลาดล่างต่ำกว่าตลาดบน นั่นหมายความว่า หากต้องการกำไรมากๆ จะต้องขายสินค้าหรือบริการให้ได้จำนวนมากๆ ต่างจากตลาดบนที่กำหนดราคาขายสูงๆ มาร์จิ้นสูงๆ แม้ขายได้ปริมาณไม่มากก็สามารถทำกำไรจำนวนมากได้

ในการลงทุน วิธีการวิเคราะห์บริษัทที่จะเข้าลงทุนอย่างหนึ่งก็คือการดูว่าลูกค้าของบริษัทนั้นเป็นตลาดไหน ตลาดล่าง ตลาดบน ตลาดระดับกลาง หรือครอบคลุมทุกตลาด เพื่อจะได้ดูโอกาสการทำกำไรของบริษัทนั้น

ถ้าจับตลาดกลางล่าง แต่เข้าถึงผู้บริโภคแค่หยิบมือ ก็อย่าหวังว่าบริษัทนั้นจะเติบโตได้

หรือหากจับตลาดบน ก็ต้องดูว่าบริษัทนั้นรักษาลูกค้าเดิมและต่อเติมลูกค้าใหม่ได้ดีแค่ไหน การขายของแพงแต่ลูกค้าไม่ได้ซื้อต่อเนื่อง สักวันอนาคตทางธุรกิจก็ดับวูบอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปัจจุบัน จะเห็นว่าส่วนใหญ่จะพยายามขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้แบรนด์ของสินค้าหรือบริการเป็นตัวจำแนกระดับของลูกค้าว่าเป็นระดับล่าง กลาง หรือบน ซึ่งนอกจากจะเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้เติบโตแล้ว ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงหากตลาดใดตลาดหนึ่งประสบปัญหาด้านกำลังซื้อที่ไม่เป็นไปอย่างที่คาดอีกด้วย

การถูกเย้ยหยันว่าเป็นตลาดล่างสำหรับตัวบุคคลนั้นถือเป็นการเหยียด แต่การเจาะกลุ่มตลาดล่างในทางธุรกิจมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะโครงสร้างประชากรในทุกประเทศในโลกมีลักษณะคล้ายกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ฐานะความเป็นอยู่ของผู้คนจะเป็นเหมือนรูปสามเหลี่ยมที่ฐานใหญ่และยอดเล็ก กล่าวคือผู้ที่มีรายได้น้อยจะเป็นฐานที่ใหญ่ที่สุด และคนรวยระดับมหาเศรษฐีอยู่บนยอดที่เล็กที่สุด

ตลาดล่างโดยปกติเป็นตลาดที่ฐานลูกค้าใหญ่ที่สุด หากผู้บริหารมีฝีมือในการบริหารจัดการต้นทุนได้เป็นอย่างดีแล้วล่ะก็ โอกาสการทำกำไรก็ไม่ได้น้อยหน้ากว่าธุรกิจที่มุ่งจับตลาดกลางบนแต่อย่างใด