Home คอลัมนิสต์ วัชรา จรูญสันติกุล นักวิเคราะห์ชี้สงครามการค้า กระทบสหรัฐมากกว่าจีน

นักวิเคราะห์ชี้สงครามการค้า กระทบสหรัฐมากกว่าจีน

712
0
SHARE
โดนัลด์ ทรัมป์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้ากดดันสงครามการค้ากับจีน ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจาดจีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ ในอัตรา 25% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็บในอัตรา 10% ซึ่งจะมีผลในเดือนกันยายนนี้

เกิดเป็นคำถามขึ้นว่า “ใครได้ ใครเสีย” สำหรับคนอเมริกิน เพราะไม่มีอะไรที่เป็นของฟรี หรือได้มาโดยไม่มีตันทุนที่ต้องจ่าย

ในมุมมองของนักวิเคราะห์อิสระในวอลล์สตรีท ชี้ว่า ประโยชน์จะเกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่เป็นมหาเศรษฐีเพียง 1% ของคนอเมริกัน ขณะที่อีก 90% จะต้องจ่ายในราคาสินค้าที่แพงขึ้น ซึ่งคาดว่าคนอเมริกันที่จะมีต้นทุนจ่ายในส่วนนี้ถึง 50,000 ล้านดอลลาร์กับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่แพงขึ้น

ส่วนคนร่ำรวยมหาเศรษฐียังคงหาความมั่งคั่งกับตลาดหุ้นที่รัฐบาลช่วยให้บริษัทหลายแห่งมีรายได้เพิ่มขึ้น และยังทำให้ราคาหุ้นได้สร้างผลตอบแทนที่มีความมั่งคั่งเพิ้มขึ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของจีนอาจจะตอบโต้ด้วยการไม่ซื้อสินค่าสหรัฐในสัดส่วน 50,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้จีนได้เสนอจะซื้อสินค้าสหรัฐเพิ่มขึ้น 70,000 ล้านดอลลาร์หากสหรัฐไม่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ของจีนประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จีนจะเรียกเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐมูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์ ในอัตราตั้งแต่ 25%, 20%, 10% และ 5% จากสินค้า 5,207 รายการ ถ้าหากสหรัฐเดินหน้าจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีนมูลค่า 200,000 แสนล้านดอลลาร์

ในขณที่โรเบิร์ต ไลท์ไธเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ระบุถึงการได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดีทรัมป์ให้พิจารณาปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนสู่ระดับ 25% ในมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ โดยครอบคลุมสินค้า 6,031 รายการ ตั้งแต่สินค้าเพื่อผู้บริโภคไปจนถึงสินค้าด้านการเกษตร

หลังจากสหรัฐและจีนไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการเจรจา 3 รอบเพื่อยุติข้อพิพาททางการค้าที่ผ่านมา โดยมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายน ท่ามกลางบรรยากาศที่ยังคงตึงเครียดในระหว่างที่กำลังเตรียมการเพื่อการเจรจาในรอบที่ 4

นักวิเคราะห์อิสระกลุ่มดังกล่าว เชื่อว่าเกมสงครามการค้ากับจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ นอกจากจะเอาเงินจากผู้บริโภคชาวอเมริกันแล้ว ผลการปรับขึ้นของราคาสินค้าจะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในอนาคต ซึ่งจะส่งผลต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะมีการปรับดอกเบี้ยถึ่ขึ้น หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ก็จะย้อนศรกลับมาส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

คนอเมริกันที่เป็นผู้บริโภคถูกมองว่า จะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีน ถึงแม้ว่าผู้นำสหรัฐจะอ้างเหตุผลว่าเพื่อให้เกิดการค้าที่เป็นธรรม และการลดขาดดุลการค้ากับจีนที่มีมูลค่าสูงถึง 375,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมาก็ตาม

แต่การที่สหรัฐมีการพึ่งพาสินค้านำเข้าจากจีนเป็นมูลค่าสูงถึง 505,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ก็ย่อมเป็นบูมเมอแรงที่สะท้อนถึงผลกระทบของคนอเมริกันที่รุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ขณะที่ผู้บริโภคชาวจีนที่มีการพึ่งพานำเข้าสินค้าจากสหรัฐ 130,000 ล้านดอลลาร์ อาจจะดูเสียเปรียบที่ไม่สามารถตอบโต้ทางการค้าด้วยการเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อเอาคืนในมูลค่าที่เท่ากันได้ แต่ผู้บริโภคชาวจีน หากสามารถปรับตัวได้ดีกว่า ก็จะส่งผลกระทบที่รุนแรงน้อยกว่าในทางกลับกัน