Home ลงทุน หุ้น พิษสงครามการค้า ต่างชาติเทขายหุ้นไทย2สัปดาห์ติด ร่วง71จุด

พิษสงครามการค้า ต่างชาติเทขายหุ้นไทย2สัปดาห์ติด ร่วง71จุด

1201
0
SHARE
ทิศทางหุ้น

นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยหนัก ในช่วง”สหรัฐ-จีน”เจรจาสงครามการค้า ก่อนสาดกระสุนขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั้งคู่ ส่วนใหญ่โยกเงินเข้าพันธบัตร

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คู่ขึ้นภาษีสินค้าจีน ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ต้นเดือน ก่อนมีการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนในวันที่ 10 พ.ค. ไปสิ้นสุดวันที่ 13 พ.ค. ซึ่งข้อสรุปคือไม่สามารถตกลงกันได้

สหรัฐฯประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนจาก 10% เป็น 25% มูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติมอีก 325,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ทางการจีน ตอบโต้ด้วยการเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐวงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ในระดับ 25% จากเดิมที่ระดับ 10% โดยมีผล 1 มิ.ย.นี้

ตลาดหุ้นไทยทำท่าว่าจะดีขึ้นจากความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ เริ่มเห็นนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเป็นระยะ แต่จากความไม่แน่นอนของสงครามการค้า ทำให้เกิดแรงเทขายต่อเนื่องมาสองสัปดาห์

 

ลองไปดูว่าตั้งแต่ 2 พ.ค. ถึง 17 พ.ค. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นเท่าไร?

2 พ.ค. ขายสุทธิ 336.15 ล้านบาท

3 พ.ค. ขายสุทธิ 1,663.84 ล้านบาท

7 พ.ค. ขายสุทธิ 627.86 ล้านบาท

8 พ.ค. ขายสุทธิ 1,883.89 ล้านบาท

9 พ.ค. ขายสุทธิ 2,200.65 ล้านบาท

10 พ.ค. ขายสุทธิ 1,591.66 ล้านบาท

13 พ.ค. ขายสุทธิ 702.36 ล้านบาท 

14 พ.ค. ขายสุทธิ 2,671.42 ล้านบาท

15 พ.ค. ขายสุทธิ 842.30 ล้านบาท

16 พ.ค. ขายสุทธิ 1,954.68 ล้านบาท

17 พ.ค. ขายสุทธิ 1,393.78

รวม ขายสุทธิ 15,877.59 ล้านบาท

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลงต่อเนื่อง จากวันที่ 2 พ.ค. อยู่ที่ 1,679.17 จุด มาอยู่ที่ 1,608.11 จุดเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ลดลง 71.06 จุด

ขณะที่ค่าเงินบาท แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จาก 31.967 บาท/ดอลลาร์ วันที่ 2 พ.ค. อยู่ที่ 31.848 บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. เนื่องจากยังได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวและส่งออก ถึงแม้ว่าจะหดตัว แต่ยังเกินดุลการค้า

อีกทั้ง เงินต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดหุ้นก็ไม่ได้ไปไหนไกล ส่วนหนึ่งไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตั้งแต่ 2 -17 พ.ค. รวม 11,134 ล้านบาท

คำถามก็คือต่างชาติจะขายอีกไหม ซึ่งก็ไม่น่าจะมีแรงขายมาก เพราะขายหนักมา 2 ปีแล้ว จนแทบไม่เหลือหุ้นจะให้ขาย แต่จะซื้อเมื่อไหร่? คงไม่มีใครตอบได้ตราบใดที่ทุกอย่างยังไม่มีความชัดเจนว่าจะไปจบตรงไหน โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามการค้า

บรรดานักวิเคราะห์ตั้งความหวังว่าน่าจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่จะดีจริงหรือไม่ โปรดติดตาม เพราะในปีนี้ ปากกาเซียนหักกันไปหลายด้ามแล้ว