Home ลงทุน ชี้ตลาดทุนไทยตามหลังเทคโนโลยี

ชี้ตลาดทุนไทยตามหลังเทคโนโลยี

201
0
SHARE

เทคโนโลยีการเงินพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ลูกค้าเปลี่ยน แต่ผู้ให้บริการยังขยับช้า โจทย์สำคัญไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็นการปรับตัวของตลาดทุนไทย

ในหัวข้อสัมนา Digital Transformation in the Thai Capital Market ภายในงาน FinTech Challenge 2018 : The Discovery ณ โรงละครเคแบงค์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์ วัน คนในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนมองตรงกันถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่าตลาดทุนของไทยยังไม่มีความพร้อมในหลายด้าน

ลูกค้าเปลี่ยนไป แรงขับเคลื่อนสำคัญ

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย(ASCO) เปิดเผยว่า ทุกอย่างเปลี่ยนและเปลี่ยนไปเร็วมากด้วย แต่สิ่งสำคัญที่ลืมนึกถึงไปคือ คน เพราะคนก็เปลี่ยนด้วย และพฤติกรรมของคนนี่แหละจะเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง อย่างในธุรกิจหลักทรัพย์ มักจะถูกมองว่าคนเข้ามาแล้วทำอะไรเหมือนกัน

แต่ความจริงในปัจจุบันโลกเปลี่ยนไป ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว ความต้องการของลูกค้า ต้องการบริการที่ลงลึกขึ้น สร้างความมั่นคงทางการเงินมากกว่าลงทุนไปวันๆ จนไปถึงความต้องการระดมทุนในรูปแบบที่ไปธนาคารพาณิชย์ หรือทำไมต้องขายหุ้น เขาต้องการมากกว่านั้น แต่สิ่งสำคัญสุดคือผลตอบแทนการลงทุน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วรูปแบบการทำธุรกิจก็เปลี่ยนไปอีกมิติหนึ่ง คือ แต่ละคนจะมีรูปแบบการบริการที่แตกต่างกัน

วิธีการแนะนำ นำเสนอแตกต่างกันไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากนวัตกรรมเทคโนโลยี แล้วนำมาปรับใช้ให้เข้ากับธุรกิจของตัวเอง ฉะนั้นโบรกเกอร์ที่อยู๋แบบเดิมๆ ไม่มีมูลค่าเพิ่มจะไม่สามารถอยู่ได้ สิ่งนี้จะตัวขับเคลื่อนให้ปรับแนวคิดในการระดมทุน หรือให้บริการลูกค้าในการลงทุนมาก

ในเรื่องของอุตสาหกรรมที่ไม่ก้าวหน้านั้น ไม่ใช่ตัวอุตสาหกรรมไม่อยากพัฒนา แต่เพราะเราไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จะพัฒนาต่อยอดได้ เค้กสัดส่วนรายได้ในอุตสาหกรรมก็ไม่ใหญ่พอ ในเมื่อกำลังทุน กำลังคน ปัจจัยที่จะพัฒนามันไม่ได้ก็เลยยังเกิดการพัฒนาได้ช้า เช่น การแก้ไขระบบหลังบ้านของบริษัทหลักทรัพยให้พัฒนาปรับปรุงสามารถทำได้ยาก ต้องใช้เวลาแก้กันเป็นปีๆ ซึ่งไม่คุ้มค่าและไม่ทันการณ์

ส่วนแรงกดดันด้านรายได้ มีเข้ามามากทีเดียว การทำธุรกิจไม่ง่ายเพราะขึ้นอยู่กับเงินของคน ค่าคอมมิชชั่น 0% ไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่อยู่ที่การตอบโจทย์ลูกค้า ในที่สุดคือการทำให้ลูกค้าสร้างผลตอบแทนและกำไรจากการลงทุนมากกว่านั่นคือคำตอบ และเทคโนโลยีการเงิน(FinTech)ก็เป็นตัวช่วยได้อย่างดี

ตัวกลางการซื้อขายเริ่มเปลี่ยน ต้องทำให้แตกต่างและดียิ่งขึ้น

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน(AIMC) เผยว่า หากดูในห่วงโซ่ของการลงทุน ก็จะประกอบด้วย ตลาดทุน และผู้ลงทุน เป็นสองฝั่ง แต่เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา ก็ทำให้ตัวกลางต่างๆเริ่มไม่ชัดเจน เพราะการแข่งขันที่มากขึ้น เช่น การแข่งขันข้าม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)กันเอง

มีการแข่งขันระหว่างสินค้า กองทุนต่อกองทุน ตัวกลางที่เปรียบเทียบทุกกองทุน อย่าง Morning Star ที่จะคอยทำเปรียบเทียบสินค้าได้ชัดเจน ก็ยิ่งทำให้มีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น รวมถึงทาง บล.ก็พยายามทำให้ผู้ลงทุนกลายเป็นผู้จัดการกองทุนได้ด้วยตัวเอง

อีกส่วนที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างที่สำคัญ ถ้าสมัยก่อนอยากซื้อกองทุนของธนาคารไหน ก็ต้องไปธนาคารนั้นๆ พอมีตัวกลางที่เปิดกว้าง พอปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามา ตลาดหลักทรัพย์ก็มีเทคโนโลยี Fund Connect ทำให้การซื้อขายข้ามค่ายทำได้ง่ายมากขึ้น ประกอบกับทิศทางที่นำ Machine Readable Data เข้าเข้ามาการเปรียบเทียบกองทุน 3,000 กว่ากองทุนก็จะยิ่งง่ายขึ้นอีกนี่จะเป็นความสามารถคิดคำนวนวางแผนการเงินสมัยก่อนต้องใช้ Excel ในการคำนวณที่ยุ่งยาก

แต่ปัจจุบันมีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาก็เข้ามาทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเร็วขึ้น ตัวกลางต่างๆ บล.สามารถวิ่งเข้ามาแข่งกับผู้จัดการกองทุนได้

ในอุตสาหกรรม บลจ. มีทั้งหมด 3 ด้านที่ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้

  1. สร้างประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร เช่น การทำวิเคราะห์วิจัยที่มีประสิทธิภาพ
  2. Investment Alfa Generation การใช้ข้อมูล(Big Data) เทคโนโลยีเอไอ(AI)
  3. ทำให้นักลงทุนมีปฎิสัมพันธ์เกิดการลงทุนกับเราให้ได้

โจทย์สำคัญคือตลาดโตมาเป็นสิบๆปี ทุกคนก็โตขึ้นพร้อมกันหมด ฉะนั้นก็จะคิดว่าฉันถูก แล้วทำไมต้องเปลี่ยน ความท้าทายจะมีความยากหน่อย ซึ่งก็เป็นความท้าทายของซีอีโอที่จะต้องไปค้นหาต่อไป

ปัญหาคนเรื่องใหญ่กว่าเทคโนโลยี

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ที่ปรึกษา ก.ล.ต. กล่าวว่ามองโจทย์การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ดิจิทัลของตลาดทุน ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะความเร็วของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก แต่ตลาดทุนไทยเราเอง ยังไม่มีอะไรที่เป็นนวัตกรรมที่ทำให้ตลาดทุนได้รับรู้ชัดๆ ยังมีสัดส่วนที่น้อยมากๆ

ส่วนหนึ่งมากจากโครงสร้างของตลาดทุน ที่ถูกป้องกันไว้พอสมควร ยังไม่มีแรงขับเคลื่อนที่มากพอ เพราะโครงสร้างการบริการภาคการเงินในบ้านเรา เกิดจากธนาคาร ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ๆครองตลาด ถูกป้องกัน ทำให้ความจำเป็นให้พัฒนาค่อนข้างน้อย ไม่เกิดการแข่งขัน เจ้านี้เป็นเบอร์ 1,2,3 ในตลาดก็เป็นกันไป อยู่กันไปในสัดส่วนที่มี สวนทางกับเทคโนโลยี

ในต่างประเทศมีการเกิดผู้ให้บริการฟินเทค(Financial Technology)ในอัตราที่สูงมาก มีการเกิด การเติบโต การตายของธุรกิจไป ทำให้อุตสาหกรรมถูกพัฒนาเรียนรู้ไปอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง แต่ของเรากลับถูกปกป้อง ทำให้สะสมความอ่อนแอไปเรื่อยๆ เราต้องกลับมาทบทวนว่าเราอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยมากเกินไปหรือไม่

โจทย์เรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี(Digital Transformation)ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่อง Leadership ที่ยังไม่ให้ความสำคัญ หรือให้ความสำคัญน้อยเกินไปเกี่ยวกับเรื่องไฟแนนเชียลเทคโนโลยี เช่น งานฟินเทคทั้งในประเทศไทย หรือสิงคโปร์ที่กำลังจะจัดขึ้น จะมีผู้บริหารระดับ CEO ที่ให้ความสนใจสักกี่คน? นั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวล ถึงเวลาหนึ่งเราจะถูกทิ้งห่าง

ส่วนเรื่องบล็อกเชน เราถือว่าลงตัวแล้วฝั่งภาคธนาคาร หรือ คริปโตเคอเรนซี่ ทาง ก.ล.ต.ก็มาให้แนวทางแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือเรื่อง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ(Artificial Intelligence) ทั้งเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานกับความรู้เรื่องเอไอ ยังมีต่ำมาก ซึ่งผู้บริหารส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจและพัฒนาได้ไม่ดี

เราลงทุนน้อยไปในการสร้างอุตสาหกรรมฟินเทค ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต ทำอย่างไรให้พัฒนาฟินเทคพัฒนาได้มากกว่านี้ อีกด้านหนึ่งเรายังขาดคนที่มีทักษะได้มาก

อีกด้านหนึ่งคือทักษะ เราขาดคนที่มีทักษะตรงนี้มาก เราควรจะทำอะไรกับมหาวิทยาลัย หรือให้ทุนไปเรียนต่างประเทศหรือไม่ เมื่อกลับมาก็ปล่อยเขาไปสร้างเลย พร้อมให้ทุนเขาไปทำ แล้วจะเป็นการสร้างอุตสาหกรรมที่ดี