Home คอลัมนิสต์ ปิยมิตร ยอดเมือง มองธุรกิจให้ชัดด้วย‘สัจธรรม’

มองธุรกิจให้ชัดด้วย‘สัจธรรม’

801
0
SHARE
ปิยมิตร ยอดเมือง

ในทางวิทยาศาสตร์ มีเรื่องของแอคชั่น-รีแอคชั่น หรือแรงกระทำ-แรงถูกกระทำหรือแรงสะท้อนกลับ

ในทางพุทธศาสนา มีเรื่องของ “สัตว์โลกล้วนเป็นไปตามกรรม”หรือ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”

ในทางนิติศาสตร์ มีเรื่องของการกระทำความผิดกับการลงโทษ

ในด้านของการลงทุน ก็มีเรื่องของ “ผลตอบแทนและความเสี่ยง”

ทั้งหมดนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็น “สัจธรรม”หรือความจริงแท้ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมของโลก ไม่เปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยี ไม่ว่าจะ 1G 2G 3G 4G 5G หรือจะ6-7-8 G

มาดูหลักทางวิทยาศาสตร์ก่อนครับ ถ้ามองในมิติทั่วๆ ไป แรงสะท้อนกลับ (รีแอคชั่น) จะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ย่อมขึ้นอยู่กับแรงกระทำ(แอคชั่น) แต่ถ้ามองในความเป็นจริง ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้มิได้เป็นเช่นนั้น ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องของพื้นผิวที่ถูกกระทำ…พื้นผิวที่แตกต่างกันย่อมเกิดแรงสะท้อนที่ต่างกัน ด้วยเหตุนี้เอง มนุษย์ผู้ฉลาดปราดเปรื่องกว่าสัตว์ทั่วไป จึงคิดผลิตสิ่งต่างๆ ที่ช่วยลดแรงสะท้อนได้ เช่น ในสตูดิโอบันทึกเสียง จะมีผนังห้องที่บุด้วยวัสดุดูดซับเสียง ทำให้ไม่เกิดเสียงสะท้อน ในรถยนต์มีถุงลมนิรภัยหรือแอร์แบ็ก ช่วยลดแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น

ในทางพุทธศาสนา มนุษย์ผู้ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ ก็มีความพยายามฝืนกฎแห่งกรรมด้วยสารพัดวิธี โดยเฉพาะการพึ่งพิงสิ่งต่างๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต…การบนบานสานกล่าวเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากความผิดบาปต่างๆ นั่นก็ใช่…การไปขอความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจ มีบุญบารมี เพื่อจะฟอกตัวฟอกตนจากคนกระทำความผิดกลับมาเป็นบุคคลที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง นั่นก็ใช่

ในทางนิติศาสตร์ บทบัญญัติของกฎหมายจะเขียนบทกำหนดโทษไว้ตามความรุนแรงของการกระทำความผิด กล่าวคือ หากกระทำความผิดร้ายแรงก็จะต้องโดนลงโทษสถานหนัก แต่หากกระทำผิดเพียงเล็กน้อยที่เรียกว่าลหุโทษ ก็รับโทษสถานเบา แต่คนเราอีกนั่นแหละที่เป็นต้นคิดว่าความผิดแบบไหนหนัก แบบไหนเบา คนจึงมีวิธีที่จะลดหรือลบโทษต่างๆ ได้ ทั้งโดยวิธีที่สุจริตและไม่สุจริต

มาถึงด้านของการลงทุน ไม่จำเป็นต้องกล่าวไปให้มากความ เพราะพวกเรารู้กันดีอยู่แล้วว่า หากต้องการผลตอบแทนสูงจะต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงด้วย และแน่นอนครับ ก็ต้องมีคนที่ฉลาดหลักแหลมพยายามฝืนกฎดังกล่าวโดยการคิดหาวิธีการ “ลดความเสี่ยง” ได้ด้วยเช่นกัน

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ หลายคนคงสงสัยว่า เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะเรียกสิ่งที่ผมเขียนมาตั้งแต่ต้นว่าเป็น “สัจธรรม” ได้อย่างไร ในเมื่อมันไม่ใช่ความจริงแท้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนทุกคน กับชีวิตทุกชีวิต หรือกับทุกสถานการณ์

การพิจารณาเรื่องนี้ก็ต้องย้อนกลับไปที่ต้นทาง เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่มนุษย์ทำเพื่อลดเสียงสะท้อน ลดแรงกระแทก ลดผลของกรรมชั่ว หรือลดโทษจากการกระทำความผิด นั่นคือการยอมรับตั้งแต่ต้นแล้วว่า เมื่อมีแรงกระทำก็ย่อมมีแรงถูกกระทำ ซึ่งเป็นสัจธรรมอยู่จริง หากไม่ยอมรับข้อนี้ก็คงไม่ต้องคิดหาทางแก้

ทั้งนี้ มนุษย์ที่จะสามารถผลิตคิดค้นหรือกระทำการใดๆ เพื่อลดผลกระทบของสัจธรรมได้นั้นย่อมมิใช่คนทั่วไป จะต้องมีความสามารถพิเศษบางประการที่เหนือกว่าคนทั่วไป และความสามารถนี้แหละครับที่สามารถนำมาแปลงเป็นเงินเป็นรายได้ในการเลี้ยงชีพหรือสร้างความร่ำรวยได้ เช่น ในภาคผลิตก็จะมีโรงงานมากมายที่ผลิตวัสดุดูดซับเสียง วัสดุลดแสงสะท้อน อุปกรณ์กันกระแทก หรือในภาคบริการ บรรดาทนายความ และที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ต่างๆ ก็มีอาชีพได้เพราะมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการลดผลกระทบจากแรงสะท้อนนั่นเอง

อย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้นครับ ว่าสัจธรรมย่อมคงอยู่คู่โลกตลอดไปไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน และไม่ว่าจะเข้าสู่ยุคกี่จีก็ตาม ดังนั้น หากท่านจะลงทุนด้วยตัวเอง หรือไปร่วมถือหุ้นกับธุรกิจต่างๆ ลองนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ดูนะครับ แล้วท่านก็จะถึงบางอ้อว่า ทำไมธุรกิจนั้นจึงเติบโตได้ดีมีอนาคต หรือทำไมธุรกิจนั้นจึงดูไม่ดีไม่ค่อยมีอนาคต

ส่งท้ายด้วยข้อคิดสั้นๆ แต่ความหมายกว้างใหญ่ระดับจักรวาล ว่า “การกระทำที่เป็นธรรมชาติ ไม่ฝืนสัจธรรม จะทำให้เราเบาสบายที่สุด”