Home คอลัมนิสต์ วัชรา จรูญสันติกุล ‘มาร์ค โมเบียส’ชี้เป็นไปได้ ‘เกาหลีเหนือ’เปิดประเทศ

‘มาร์ค โมเบียส’ชี้เป็นไปได้ ‘เกาหลีเหนือ’เปิดประเทศ

544
0
SHARE
มาร์ค โมเบียส กูรูการลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศกำลังตลาดเกิดใหม่ มองความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะเปิดประตูเศรษฐกิจดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ หลังผ่านพ้นการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างทรัมป์และคิม จองอึน เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ซึ่งนำไปสู่สันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี

มาร์ค โมเบียส ชี้ว่า หากรัฐบาลกรุงเปียงยางเปิดประตูการค้าและการลงทุนเมื่อใด เชื่อว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ โดยเฉพาะภาคการก่อสร้างเพิ่อเชื่อมเส้นทางขนส่งระบบการผลิตในประเทศ

โดยเฉพาะแหล่งแร่โลหะธรรมชาติสำรองที่มีมูลค่ามหาศาลของเกาหลีเหนือ ก็เป็นสิ่งที่น่าดึงดูดความสนใจลงทุนจากต่างชาติ

ทั้งนี้ จากรายงานผลการศึกษาของ The North Korea Resources Institute ในกรุงโซลของเกาหลีใต้ เมื่อปี 2013 ระบุว่า สำรองแร่โลหะธรรมชาตินั้นมีมูลค่าถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ มาร์ค โมเบียส ยังมองในเชิงบวกของการเปิดประเทศสู่ตลาดการค้าครั้งใหม่ของเกาหลีเหนือมีโอกาสความเป็นไปได้มาก เนื่องจากประชากรของเกาหลีเหนือที่มีอยู่ 25 ล้านคนเป็นแรงงานคุณภาพที่มีการศึกษาที่ดี ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีประสบการณ์ที่ต้องอาศัยการปรับตัว

แต่หากมองถึงประชากรของเกาหลีใต้ 50 ล้านคนแล้ว ซึ่งจะมีการร่วมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจ ก็เป็นไปได้ถึงตลาดการค่า การลงทุนที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น โดยที่เกาหลีใต้จะช่วยสนับสนุนให้เกาหลีเหนือสามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบตลาดได้มากขึ้น รวมทั้งการก้าวสู่การเป็น Modern Economy

มาร์ค โมเบียส ยังมองถึงความน่าตื่นตาตื่นใจที่เป็นภาพของ Exciting opportunity for bridge between Korea, China and Russia ที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสะพานเชื่อมทางเศรษฐกิจที่จะขยายตัวได้มากขึ้นจากความสัมพันธ์ของ 3 ประเทศดังกล่าว

มาร์ค โมเบียส เป็นประธานกรรมการบริหาร เทมเพิลตัน อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ กรุ๊ป และผู้ก่อตั้งบริษัทโมเบียส แคปิตัล พาร์ทเนอร์ส เป็นกูรูการลงทุนที่เชื่อมั่นในตลาดเกิดใหม่ตลอดมา โดยล่าสุด เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขายังคงมีความเชื่อมั่นการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ เช่น เวียดนาม จีน และอินเดีย เนื่องจากมีโอกาสเปิดกว้างสำหรับการเข้าลงทุน

นับจากการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคิม จองอีน เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ได้มีการลงนามในเอกสารร่วมในพันธกิจที่จะทำให้เกิดสันภาพในคาบสมุทรเกาหลีนั้น ถือว่าเป็น win-win ของผู้นำทั้ง 2 ชาติ

4 ข้อตกลงนั้นประกอบด้วย 1. สหรัฐและเกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะสร้างความสัมพันธ์ใหม่ตามความปรารถนาของประชาชนทั้ง 2 ประเทศเพื่อสันติภาพ และความรุ่งเรือง 2. สหรัฐและเกาหลีเหนือจะร่วมกันสร้างระบอบสันติที่ยั่งยืนและมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลี 3. เกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าปลดอาวุธนิวเคลียร์คาบสมุทรเกาหลีอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการยืนยันตามปฏิญญาปันมุมจอมวันที่ 27 เมษายน 2018 และ 4. สหรัฐและเกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะค้นหาร่างเชลยสงครามและทหารที่สูญหายขณะปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งเร่งส่งคืนร่างที่พบและพิสูจน์อัตลักษณ์แล้ว

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็ยังคงจับตาข้อตกลงร่วมกันจะมีอุปสรรคเกิดขึ้นคล้ายกับการเจรจาการค้าที่คุกรุ่นด้วยบรรยากาศสงครามการค้าหรือไม่นั้น ยังคงไม่สามารถมองเห็นในขณะนี้ และเมื่อถึงสุดปลายทางแล้ว เรื่องราวของเส้นทางสู่สันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีจะจบลงอย่างสมบูรณ์ในบริบทใด