Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลก ปรากฏการณ์ใหม่ม็อบยุคดิจิทัล “กลุ่มกั๊กเหลือง”ต้านขึ้นภาษีน้ำมันในฝรั่งเศส

ปรากฏการณ์ใหม่ม็อบยุคดิจิทัล “กลุ่มกั๊กเหลือง”ต้านขึ้นภาษีน้ำมันในฝรั่งเศส

510
0
SHARE

เอมมานูเอล มาครง ภาคภูมิใจที่ทลายระบบการเมืองแบบเก่าๆ ลงได้ ตอนที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเมื่อปีที่แล้ว ในฐานะผู้สมัครหน้าใหม่ที่เป็นคนนอก เบียดพรรคการเมืองกระแสหลักในโลกเก่า ตกขอบไป

มาครงเข้าไปดำเนินการปฏิรูปตลาดแรงงาน และการรถไฟ ทั้งยังตัดลดเงินทุนในระดับท้องถิ่น

แต่การเคลื่อนไหวชุมนุมแบบปราศจากผู้นำ และไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน เพื่อแสดงความไม่พอใจการขึ้นราคาเชื้อเพลิง ถือเป็นการชกเข้าที่จุดบอดของมาครงแบบหมัดตรง ฉุดคะแนนนิยมในตัวเขาให้ดิ่งวูบเป็นประวัติการณ์

ภาพผู้ประท้วงสวมแจคเกตสะท้อนแสง เผาเครื่องกีดขวางบนถนนชองเซลิเซ ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก บั่นทอนภาพลักษณ์ที่มาครงพยายามนำเสนอฝรั่งเศสว่าเป็นประเทศใหม่ที่เต็มไปด้วยพลวัต

การกลับมาอีกครั้งของภาพการประท้วงแบบเดิมๆ ในฝรั่งเศส แตกต่างออกไปตรงที่คราวนี้ไม่มีแกนนำเป็นสหภาพแรงงานหรือนักการเมืองฝ่ายค้านให้เจรจาด้วย จนในที่สุดประธานาธิบดีมาครงยอมรับว่าประเมินความทุกข์ยากของผู้คนที่ต้องชักหน้าให้ถึงหลัง ต่ำเกินไป

มาครงประกาศจะรับฟังเสียงประชาชนมากขึ้น และเปิดโอกาสให้นักเคลื่อนไหวระดับรากหญ้า เข้ามีส่วนร่วมในการหาทางออก เพื่อแปลงโฉมฝรั่งเศสไปสู่ความเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับต่ำ แต่ก็ไม่กระทบต่อครัวเรือนยากจน

นอกจากนั้น มาครงยังวางทางออกสำหรับการขึ้นภาษีเชื้อเพลิง ว่าอาจมีการปรับเปลี่ยนภาษีน้ำมันได้หากราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ขับขี่

แม้ประกาศว่าจะไม่ปรับแผนการปฏิรูปหรือยกเลิกภาษีคาร์บอน แต่มาครงรับปากว่ารัฐบาลจะรับฟังมากขึ้นและหารือกับทุกสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นสหภาพแรงงาน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และสมาคมต่างๆ ซึ่งเขามองข้ามไปตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา แถมประกาศว่านายกรัฐมนตรีเอดัวร์ ฟีลิป จะพบปะกับนักเคลื่อนไหว”เสื้อกั๊กเหลือง”

ไม่ชัดเจนว่าท่าทีดังกล่าวเพียงพอหรือไม่ที่จะยุติการประท้วงซึ่งผู้คนถึง 280,000 คนได้เข้าร่วม ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชน แต่ปฏิกิริยาแรกเบื้องตันเป็นไปในแง่ลบ เพราะผู้ประท้วงบอกว่ามาครงยังไม่เข้าใจคนรากหญ้า

ดังนั้น ผู้นำฝรั่งเศสจึงต้องลงมือมากขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ครัวเรือนในชนบท เมืองเล็กๆ และแถบชานเมือง ซึ่งไม่ค่อยมีบริการรถสาธารณะ รวมถึงคนเกษียณอายุที่ได้รับผลกระทบสองต่อทั้งจากราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและภาษีที่กระทบเงินบำนาญ

Francis Brochet ผู้เขียนเรื่อง “Smartphone Democracy: Digital Populism from Trump to Macron” ชี้ว่ามาครงกำลังเผชิญกบฏชาวนาที่ไร้หน้าในยุคดิจิทัล พร้อมเสริมว่าการชุมนุมของกลุ่ม”เสื้อกั๊กเหลือง”เป็นผลพวงของปรากฏการณ์เดียวกับที่ส่งให้เขาขึ้นสู่อำนาจ ซึ่งมีเป้าหมายที่การดิสเครดิตระบบ และความสามารถของผู้คนในการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย รวมถึงการรวมตัวกันได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

กระแสไม่พอใจครั้งนี้คล้ายกับคลื่นต่อต้านระบบที่ถาโถมใส่อังกฤษจนนำไปสู่การลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป และเป็นกระแสเดียวกับที่ดันโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ชนะการเลือกตั้งเข้าไปอยู่ในทำเนียบขาว ทั้งยังหนุนบรรดาพรรคการเมืองประชานิยมให้ได้เป็นรัฐบาลในอิตาลี

ในกรณีของมาครงนั้น การลดภาษีให้คนรวย และคำพูดไม่ระมัดระวัง อย่างการบอกว่า “มีการใช้จ่ายด้านสังคมมากเกินไป” หรือการบอกให้ประชาชน “เลิกคร่ำครวญ” และ “ข้ามถนนเพื่อไปหางานทำ” ล้วนสร้างความแปลกแยกแก่ผู้มีสิทธิออกเสียง

ในงบประมาณฉบับแรก มาครงยกเลิกภาษีความมั่งคั่งที่เก็บกับผู้มีสินทรัพย์มากกว่า 1.3 ล้านยูโร, เก็บภาษีอัตราเดียว 30% สำหรับรายได้จากการลงทุน(เช่น อัตราดอกเบี้ย กำไรส่วนต่างจากราคาหลักทรัพย์ เงินปันผล) และขึ้นภาษีหลายประเภทเพื่อนำไปใช้ดูแลสุขภาพ

แม้ได้รับการชื่นชมว่าพยายามแก้ปัญหาความยากจน ปฏิรูปการดูแลสุขภาพ ปรับปรุงการเรียนภาคอาชีพ แต่มาครงยังได้รับการขนานนามว่า “ประธานาธิบดีของคนรวย” พร้อมกับคำวิจารณ์ว่าหยิ่ง ขณะเดียวกัน อัตราว่างงานยังอยู่ในระดับสูงที่ 9% แม้การสร้างงานและการจดทะเบียนบริษัทสูงที่สุดในรอบทศวรรษ

มีการมองกันว่านโยบายของมาครง เอื้อต่อคนเมือง โดยไม่เหลียวแลคนชนบทที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ดังนั้นการประกาศว่าจะขึ้นภาษีน้ำมันในเดือนม.ค.ปีหน้า จึงเป็นฟางเส้นสุดท้าย

Brochet บอกว่า ไม่ใช่ว่าประชาชนไม่อยากได้ประธานาธิบดีทรงอำนาจ เพราะการสำรวจความเห็นหลายครั้งพบว่าคนฝรั่งเศสโหยหาผู้นำแข็งแกร่งที่สามารถสร้างผลงานได้ แต่ก็ต้องฟังเสียงประชาชนเช่นกัน

กระนั้น มาครงกลับรายล้อมตัวเขาด้วยเทคโนแครตหนุ่มสาว ซึ่งเคยได้รับเลือกเข้าทำงานในนามของประชาชนเพียงไม่กี่คน

อดีตสมาชิกสภาคนหนึ่งบอกว่า คนใกล้ตัวมาครงไม่มีผู้ที่ประสบการณ์การเมืองช่ำชองเลยสักคน ที่จะพอบอกเขาได้ว่าตอนนี้กำลังพลาดไป ทีมเขาไม่มีทั้งอดีตนายกเทศมนตรี หรืออดีตผู้ว่าการระดับภูมิภาค หรืออดีตสมาชิกสภาท้องถิ่น

การปฏิวัติ”เสื้อกั๊กเหลือง” อาจแผ่วลงก่อนคริสต์มาสก็เป็นได้ แต่มาครงมีเส้นทางที่ท้าทายรอคอยเขาอยู่ ในการปรับปรุงศักยภาพของความเป็นผู้นำประเทศขึ้นมาใหม่