Home คอลัมนิสต์ ปิยมิตร ยอดเมือง ยอดขายรายเดือน…อีกก้าวของการเปิดเผยข้อมูล

ยอดขายรายเดือน…อีกก้าวของการเปิดเผยข้อมูล

930
0
SHARE
ปิยมิตร ยอดเมือง

การติดตามข่าวสารที่บริษัทจดทะเบียนแจ้งอย่างเป็นทางการมายังตลาดหลักทรัพย์ฯ ควรเป็นวัตรปฏิบัติอย่างหนึ่งที่นักลงทุนพึงกระทำ เพราะหากจัดชั้นความน่าเชื่อถือของข่าวสารเหล่านี้ก็ต้องจัดอยู่ในอันดับ AAA เพราะเป็นการแจ้งจากบริษัทโดยตรง หากแจ้งข้อมูลที่โกหกหลอกลวงและถูกจับไดภายหลัง ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ก็สามารถจะลงโทษผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องได้

ข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนจะได้รับการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ วันละ 3รอบ คือ รอบเช้า ซึ่งเราจะเห็นข่าวแรกตั้งแต่เวลา 6 นาฬิกาเศษ และข่าวสุดท้ายในรอบนี้จะอยู่ที่เวลาประมาณไม่เกิน 9.20 น. เพื่อให้นักลงทุนได้มีเวลาย่อยข่าว วิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผลก่อนจะเปิดทำการซื้อขายหุ้นในเวลาประมาณ 10.00 น. (บางวันผมเห็นการทำรายการเกิดขึ้นตั้งแต่เวลา 09.55 น.)

ข่าวรอบบ่าย เราจะเริ่มเห็นตั้งแต่ช่วงหลังปิดทำการซื้อขายภาคเช้า คือหลัง 12.30 น. ไปจนถึงเวลาประมาณไม่เกิน13.45น. เพื่อให้นักลงทุนมีเวลาย่อยข่าวก่อนเปิดซื้อขายภาคบ่ายในเวลา14.30น. และรอบสุดท้ายของวันคือหลังปิดทำการซื้อขายประจำวันในเวลา 16.30 น.แล้ว (แต่เวลาปิดจริงผมเคยเห็นยาวไปถึง 16.40 น. เพราะต้องรอให้การจับคู่ซื้อขายเสร็จสิ้นทั้งหมดก่อน) โดยข่าวแรกในรอบเย็นมักปรากฏขึ้นในเวลาประมาณ 17.00 น. ไปจนถึง 4 ทุ่มกว่าเลยทีเดียว

วันก่อนมีข่าวหนึ่งที่เผยแพร่ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ และสะดุดตาสะดุดใจจนผมต้องตามไปอ่านรายละเอียด นั่นคือข่าวที่ตั้งชื่อเรื่องว่า “ประกาศยอดขายเดือนกุมภาพันธ์2562”ของบริษัทแคล-คอมพ์ อิเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือที่มีชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าCCET

นักลงทุนส่วนใหญ่คงคิดเหมือนผมว่า เฮ้ย! มีด้วยเหรอที่บริษัทในตลาดหุ้นไทยเปิดเผยยอดขายรายเดือน มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในตลาดหุ้นไทยแน่ๆ

และเมื่อเข้าไปดูรายละเอียดแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะในหมายเหตุของจดหมายที่ส่งถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เขียนไว้ชัดเจนว่า “เนื่องจากหลักทรัพย์ Taiwan Depository Receipt (TDR) ของบริษัทฯ ได้จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน ดังนั้นบริษัทจึงต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน ในการประกาศยอดขายรายเดือนของบริษัทฯ”

นั่นแสดงว่า การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไต้หวันก้าวหน้ากว่าตลาดหุ้นบ้านเรา

ทำไมผมจึงบอกเช่นนั้น

เอาตั้งแต่ภาพใหญ่เลยครับ ข้อมูลอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการขยายตัวของ GDP สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา จะรายงานเป็นรายไตรมาส แต่ประเทศด้อยพัฒนาเขาจะรายงานเป็นรายปี

การรายงานอัตราเงินเฟ้อของประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศ จะรายงานเป็นรายเดือน แต่ประเทศที่ยังไม่พัฒนาจะรายงานเป็นรายไตรมาส

เห็นมั้ยครับว่าประเทศที่รายงานข้อมูลสำคัญทางเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน ได้เร็วกว่า จะถูกจัดอยู่ในประเทศที่พัฒนามากกว่า

หรืออย่างเรื่องของการซื้อขายหุ้นก็เช่นกัน ตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วจะชำระราคาภายใน 2 วันนับจากวันที่ซื้อขาย (T+2) แต่ตลาดหุ้นเกิดใหม่และยังไม่พัฒนามากนักจะต้องใช้เวลานานกว่านั้นในการชำระราคา

ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลยอดขายได้เร็วกว่า ถี่กว่า ถือว่าเป็นพัฒนาการที่สูงกว่า และช่วยในการตัดสินใจของผู้ลงทุนได้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังไม่ถึงกับผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยต้องบังคับให้ทุกบริษัทรายงานยอดขายรายเดือนหรอกนะครับ แม้ว่ามันจะดีต่อผู้ลงทุน แต่มันอาจจะไม่ถูกใจบรรดาผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทต่างๆ ที่ต้องมีภาระเพิ่มขึ้น เผยไต๋มากขึ้น ทำงานหนักขึ้น แข่งขันสูงขึ้น มีความกดดันมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลไปถึงบริษัทที่อยู่ระหว่างเตรียมตัวระดมทุนเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่อาจจะเปลี่ยนใจไม่เข้า เพราะไม่อยากถูกกดดันมากขนาดนี้ หรือแม้แต่บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่แล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆ จากตลาดหุ้น ก็อาจจะขอถอนตัวออกไป

เอาเป็นว่า หากบริษัทใดที่พร้อมจะรายงานยอดขายรายเดือน ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. ก็ควรสนับสนุน แม้ว่าจะทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. มีงานมากขึ้นในการติดตามว่าบริษัทเหล่านั้นจงใจรายงานข้อมูลรายเดือนบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงหรือไม่ และมีผู้เกี่ยวข้องแสวงหาประโยชน์จากการใช้ข้อมูลภายในในเรื่องของยอดขายรายเดือนนี้มาซื้อหรือขายหุ้นก่อนผู้ลงทุนรายอื่นหรือไม่

เพราะผมเชื่อว่าในความเป็นจริงนั้น บริษัทส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เก็บข้อมูลยอดขายรายเดือนเพื่อใช้ในการบริหารงานภายในอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือไม่เท่านั้น และในอนาคต เทคโนโลยีที่พัฒนาไปอีกขั้นก็จะยิ่งทำให้การเก็บข้อมูลง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องยากในการจัดทำรายงานที่มีความถี่มากขึ้น

หลักคิดอย่างหนึ่งในการลงทุนก็คือ ยิ่งเรามีข้อมูลที่จำเป็นมากเท่าไหร่ ใช้การคาดเดาน้อยเท่าไหร่ คาดเสี่ยงก็ยิ่งน้อยลงมากเป็นเงาตามตัวครับ