Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล ยอดคุณแม่นักบริหารเงิน

ยอดคุณแม่นักบริหารเงิน

781
0
SHARE

ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรืออย่างไร ที่ดิฉันได้รับข้อความจากคุณแม่ลูกสองในช่วงก่อนวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม เป็นข้อความที่ส่งมาทางเฟซบุ้ค Kwanchanok Wutthikul Fanpage โดยคุณแม่แนะนำตัวว่า “เป็นแฟนรายการทีเด็ดลูกหนี้ ติดตามดูทุกวัน และมีคำถามเรื่องการบริหารจัดการเงินอยากปรึกษา”

ข้อความที่ส่งมา ก็ตามนี้เลยค่ะ  “ดิฉันอยากจะขอคำแนะนำ ดิฉันเป็นแม่บ้าน ดูแลบ้าน มีลูกสองคน ส่วนสามีเปิดร้านติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์ ฟิล์ม กันขโมย จีพีเอส ซึ่งร้านอยู่ที่เดียวกันกับบ้านที่อาศัยอยู่ ดิฉันช่วยงานสามีเรื่องติดฟิล์ม หรืองานเครื่องเสียงบ้างเล็กๆ น้อยๆ ที่พอทำได้คะ เราอยู่กันเป็นครอบครัวเล็กๆ 4  คนพ่อแม่ลูก ไม่มีหนี้สินอะไร เพราะทั้งบ้านและรถ ก็ผ่อนหมดทุกอย่างแล้วค่ะ

แต่ปัญหาคือ เราเงินเก็บมีนิดเดียว ดิฉันเปิดบัญชีให้ลูกทั้งสองคนออมเงินจากค่าขนมที่เอาไปกินโรงเรียน เหลือมาฝากไว้ ซึ่งก็มีกันคนละ 4-5 หมื่นบาท ส่วนตัวดิฉันและสามีเปิดบัญชีเงินออมกันคนละเล่มคะ เงินออมมีไม่มากประมาณคนละแสน เพราะระยะ 3-4 ปีมานี้ งานที่ร้านเงียบมากคะ ดิฉันคิดอยากจะนำเงินออมในส่วนของดิฉันที่มีประมาณหนึ่งแสนบาทไปซื้อสลากออมสินดิจิทัล ระยะเวลา 1 ปี เผื่อจะถูกรางวัล  ไม่ทราบว่าดิฉันคิดถูกไหมคะ ส่วนเงินของสามีก็เอาไว้เผื่อฉุกเฉิน ดิฉันอยากขอคำแนะนำว่า ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ ควรจะทำยังไงดีในเรื่องการเงิน เพราะทุกวันนี้ดิฉันห่วงแต่อนาคตของลูกๆ ว่าจะมีเงินส่งเขาเรียนจนจบหรือไม่”

ดิฉันอ่านข้อความนี้หลายครั้งมาก อ่านด้วยความนิยมและชื่นชม “คุณแม่” ท่านนี้อย่างที่สุด

ลองแยกดูทีละส่วนนะคะ เริ่มจากฐานะของครอบครัว ซึ่ง “ไม่มีหนี้” และมีทรัพย์สิน ทั้งบ้าน รถ และมีกิจการของตัวเอง ปัญหาเรื่องการทำมาหากินตามที่คุณแม่ท่านนี้แจ้งมาคือ 3-4 ปีที่ผ่านมา งานที่ร้านเงียบมาก เรื่องนี้สารภาพตามตรงว่า ไม่กล้าแนะนำให้ไปทำอะไรเพิ่มเติม เพราะหลายครั้งที่เราพบว่า ยิ่งดิ้นก็ยิ่งจม

แน่นอนว่า ถ้าจะพูดกันตรงๆ ว่า ไม่ว่าจะเป็นการติดเครื่องเสียงรถ หรือติดฟิล์ม กันขโมย หรือจีพีเอส เหล่านี้ไม่อาจเรียกได้ว่า เป็นสินค้าจำเป็น (แม้ว่าหลายๆ คนจะบอกว่า มันจำเป็นก็ตาม) เพราะจะมีหรือไม่มีก็ได้ เข้าทำนองมีก็ดี ไม่มีก็ได้ เมื่อเราทำธุรกิจกับสิ่งที่ “มีก็ดี ไม่มีก็ได้” เราต้องล้อไปกับวงรอบของเศรษฐกิจที่ตอนนี้ไม่ว่าสำนักไหนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ชะลอตัวทั้งนั้น ดิฉันจึงได้แต่แนะนำให้ “อดทน” และเมื่อหาได้น้อย ก็ต้องใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้ เก็บตุนทุนเป็นเสบียงไว้ก่อน

ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นเรื่องเงินเก็บออม แยกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนของลูกที่คุณแม่สอนให้ลูกออมจากค่าขนมที่เหลือ จนลูกสองคนมีเงินออมคนละ 4-5 หมื่นบาท ส่วนของคุณแม่อีกราวๆ 1 แสนบาท และส่วนของสามีอีกประมาณ 1 แสนบาทเช่นเดียวกัน

เรื่องนี้ดิฉันตอบเป็นข้อความส่วนตัวไปแล้วว่า “ทำได้ดีมากค่ะ” เพราะเคยบอกไปแล้วว่า ถ้าเราไม่จัดสรรปันส่วนเงินออกเป็นบัญชีแยกต่างหากจากกันอย่างชัดเจน ว่าอันไหนใช้ อันไหนออม เราก็จะสับสนไปหมด และไม่รู้ว่า อำนาจใช้จ่ายที่แท้จริงของเราอยู่ที่เท่าไหร่ จนสุดท้ายหลายคนเผลอนำเงินที่ตั้งใจออมออกมาใช้จ่ายเสียก็มีไม่น้อย

คุณแม่ท่านนี้ยังเก่งพอที่จะคิดต่อไปด้วยว่า “เงินออม” อยู่แบบนี้ไม่น่างอกเงย หนำซ้ำรายได้ที่เคยได้ยังทำท่าว่าจะลดลง จึงคิดวิธีทำให้เงินออมงอกเงย ด้วยการนำส่วนของตัวเองไปซื้อสลากออมสินดิจิทัล อายุ 1 ปี ตรงนี้ก็ต้องบอกว่า “เก่ง” อีกนั่นแหละ เพราะสิ่งที่เธอต้องการคือ “เผื่อฟลุคถูกรางวัล” โดยที่เงินต้นก็ไม่หาย ไม่เหมือนซื้อลอตเตอรี่หรือสลากกินแบ่ง และการเลือกสลากออมสินดิจิทัล อายุสั้นแค่ 1 ปี แทนที่จะเลือกระยะยาว 3 ปี ก็เพราะเธอเผื่อทางหนีให้ตัวเองว่า ภายใน 1 ปีนี้ ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้เงิน เธอยังมีเงินออมในส่วนของสามีที่เอาไว้สำรองฉุกเฉิน แต่ถ้าเลือก 3 ปี ด้วยเงินจำนวนเท่านี้ มันอาจจะทำให้เธอล็อคตัวเองยาวเกินไป และเงินที่เตรียมเผื่อฉุกเฉินอาจจะไม่พอ

คิดเก่งมากค่ะ เก่งจริงๆ

ลองเข้าไปดูข้อมูลของสลากออมสินพิเศษดิจิทัล อายุ 1 ปี  ซึ่งเสนอขายหน่วยละ 20 บาท มีสิทธิถูกรางวัลทุกเดือนเป็นเวลา 12 เดือน รางวัลที่ 1 มูลค่ารางวัลละ 2 ล้านบาทจำนวน 1 รางวัล และรางวัลอื่นๆอีกมากมาย เมื่อฝากครบอายุรับเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ย หน่วยละ 20.05 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ เงินรางวัลและดอกเบี้ยของบุคคลธรรมดาไม่เสียภาษีอีกต่างหาก ถือว่าใช้ได้เลยนะคะ

เรื่องหนี้ก็ไม่มีปัญหา เรื่องทำมาหากินก็คงทำอะไรไม่ได้มาก เรื่องเงินออมก็ทำได้ดี เรื่องหลักคิดทำเงินออมให้งอกเงยด้วยการลงทุนสลากออมสินระยะสั้นก็ถูกต้อง แล้วปัญหาคืออะไร

กลับไปอ่านข้อความในบรรทัดสุดท้ายที่คุณแม่ท่านนี้ส่งมา นั่นคือ “ทุกวันนี้ดิฉันห่วงแต่อนาคตของลูกๆ ว่าจะมีเงินส่งเขาเรียนจนจบหรือไม่”

ดิฉันตอบไปว่า “คุณแม่อาจจะกังวลกับอนาคตของลูกมากเกินไป เดี๋ยวจะหมดความสุขนะคะ เราห่วงวันข้างหน้าได้ แต่อย่ากังวลจนเกินความพอดี จะเครียดเปล่าๆ ทำวันนี้ให้มีความสุขและทำให้ดีที่สุด ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่ประมาทกับชีวิตก็ดีอยู่แล้ว แต่ก็อย่าถึงกับเบียดเบียนตัวเองมากเกินไป”

จบการสนทนาวันนั้น ดิฉันไม่นึกห่วงอะไรคุณแม่ท่านนี้เลย ห่วงก็แต่ไม่อยากให้เครียดกับความทุกข์ที่ยังมาไม่ถึง และไม่รู้ว่า จะมาถึงหรือไม่ เป็นการรับรู้ทุกข์ล่วงหน้าแบบไม่จำเป็นเลย ถ้าตัดความกังวลเรื่องนี้ออกไปได้บ้าง ดิฉันก็เชื่อว่า ครอบครัวนี้จะเป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่มีความเข้มแข็งทางการเงินด้วย “สองมือของคุณแม่นักบริหารเงิน” ท่านนี้อย่างแน่นอน

สุขสันต์วันแม่ค่ะ