Home ลงทุน หุ้น ‘ศรีตรัง’ มองตลาดยางสดใส ขยายโรงงานรับสังคมสูงวัย-เทรนด์สุขภาพ

‘ศรีตรัง’ มองตลาดยางสดใส ขยายโรงงานรับสังคมสูงวัย-เทรนด์สุขภาพ

640
0
SHARE
STA

บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA วางแผนขยายธุรกิจถุงมือยางเพิ่มจาก 17,000 ล้านชิ้นเป็น 21,000 ล้านชิ้นต่อปี มองแนวโน้มตลาดยางยังสดใส สอดคล้องสังคมสูงวัย และสังคมชั้นกลางที่สนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น

บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยางครบวงจร เข้าร่วมกิจกรรมพบนักลงทุนหรือ Oppotinity Day ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยถึงผลประกอบการไตรมาส2/61 พร้อมแผนการลงทุนในปี 2018

STA

นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการบริษัทศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมของบริษัทฯ ว่า เป็นผู้ผลิตอุตสาหกรรมยางครบวงจร ซึ่งส่วนที่เน้นมากที่สุดคือการผลิตถุงมือยาง โดยมีตลาดหลายแห่ง ทั้งไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย จีน เมียนมา เวียดนาม และอเมริกา

จับธุรกิจยาง ต้นน้ำ-ปลายน้ำ

บริษัทฯ มีสวนยาง 50,000 ไร่ ปลูกแล้ว 45,000 พันไร่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานเป็นส่วนใหญ่ และมีจุดรับซื้อยางรวม 69 จุด

ปัจจุบันมีโรงงานผลิตยางธรรมชาติ 36 โรงงาน ในไทย อินโดนีเซีย เมียนมา มีกำลังการผลิตสูงสุด 2.8 ล้านตันต่อปี โดยส่วนใหญ่จะผลิตอยู่ที่ 1.6 ล้านตันต่อปี

ธุรกิจต้นน้ำ : หรือการปลูกยางนับเป็นการเติมเต็มธุรกิจให้ครบวงจร เริ่มต้นเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว 

ธุรกิจกลางน้ำ : ทำรายได้ 70-80 % ของบริษัทฯ เป็นส่วนของโรงงานมิสตรีม ผลิตยางแท่ง ยางแผ่น น้ำยางข้น ป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมยางล้อ ถุงมือยาง ซึ่งเป็นการขาย และการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ธุรกิจปลายน้ำ : ธุรกิจุงมือครบ 30 ปี ปีหน้า โรงงานถุงมือที่หาดใหญ่ สุราษฏ์ธานีรวม 4 โรงงาน 16,000 ล้านชิ้นต่อไป อยู่ในอันดับ 5 ของโลก มาร์เก็ตแชร์ 8% ของโลก

ตลาดยางพารายังสดใส

นายวิชญ์พล สินเจริญกุล ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกธุรกิจยางธรรมชาติ บริษัท ศรีตรังแอโกรดัสทรี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงสถานการณ์ยางพาราโดยอ้างอิงจาก IRSG ซึ่งเป็นรายงานยางพาราจากทั่วโลก ที่มีความน่าเชื่อถือ

ในปี 2017 ถึงปี 2022 IRSG มีการคาดการณ์ว่ายางยังอยู่ในช่วงโอเวอร์ซัพพลาย เนื่องจากการปลูกยางพาราจำนวนมากในช่วงยางพาราขาขึ้น เมื่อช่วงประมาณปี 2008-2010 ที่ราคายางพาราในประเทศไทยแตะกิโลกรัมละ 200 บาท

แต่ในช่วงปี 2016 ราคายางมีการขยับขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเวลาสั้น ๆ เนื่องจากสภาวะอากาศผิดปกติ ช่วงนั้นอากาศในประเทศแห้งแล้งมาก ส่งผลให้ผลผลิตออกมาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ปีนี้มีความต้องการสูงกว่าการผลิตทำให้ยางมีราคาสูงขึ้น ซึ่งหลังจากที่สภาวะอากาศกลับมาเป็นปกติ ทำให้กลับเข้าสู่ช่วงโอเวอร์ซัพพลายดังเดิม

ซึ่งสถานการณ์ โอเวอร์ซัพพลาย ทำให้ชาวสวนเร่งกรีดยางมากขึ้น เนื่องจากรายได้ต่อหน่วยลดลง ดูแลต้นยางน้อยลง ลดจำนวนปุ๋ย ผนวกกับหาคนกรีดยางยากในปัจจุบัน เนื่องจากรายได้ต่อหัวไม่พอ ทำต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นที่รายได้ดีกว่า ในขณะที่ในระยะยาว ไม่มีชาวสวนมาปลูกยางพาราใหม่ในช่วงนี้ ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา 

ในแง่ของ Demand (อุปสงค์) เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ปีละ 2-3% อย่างมั่นคง โดยอุปสงค์หลัก ๆ คือยางรถยนต์กับถุงมือ เพียงแต่สถานการณ์ปัจจุบัน อุปสงค์ยังวิ่งไม่สอดคล้องกับอุปทาน เนื่องจากพื้นที่ปลูกยางพาราหยุดเติบโตไปเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ดังนั้นอุปทานที่ออกมาจึงเป็นเพียงผลพวงจากเมื่อ 8 ปีที่แล้ว

ด้าน นายวีรสิทธิ์ กล่าวเสริมว่า “แนวโน้มธุรกิจสดใสมาก เพราะว่าเรื่องของ Aging คอปเปอเรชั่น ทำให้คนใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ดีมานของถุงมือ 2 แสนล้านชิ้น แนวโน้มเติบโต 15% ต่อปี ผู้บริโภคหลักคือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง อเมริกา ในยุโรป และญี่ปุ่น และมีโอกาสเติบโตสูงในตลาดจีน และตลาดใหม่ ๆ”

ซึ่งถึงมือยางเหล่านี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีการขยายการใช้งานนอกเหนือไปจากทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น การใช้ถุงมือในด้านอุตสาหกรรม เสริมความงาม ฯลฯ

ไทยกรีดยางพารา 30% ของโลก

นายวิชญ์พล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประเทศที่มีการกรีดยางพาราเยอะที่สุดคือไทย รองด้วยอินโดนีเซีย และเวียดนาม ด้านของผู้ใช้ยางพารา 70% เป็นล้อยาง 20% เป็นถุงมือส่วนที่เหลือคือสินค้าอื่น ๆ

ผลผลิตยางในประเทศไทย ถือว่าเป็น 30% ของ world supply ยางพารา และเป็นประเทศเดียวที่ผลิตยาง 3 ประเภทคือ ยางแผ่น ยางแท่ง และน้ำยาง ซึ่งประเทศคู่แข่งอันดับที่ 2 ก็ลดปริมาณการผลิตน้ำยางลงมาก และนำเข้าจากประเทศไทยเป็นหลัก ทำให้มองว่าอุปสงค์ของยางพารายังเติบโตดี เพียงแต่อยู่ในช่วงบาลานซ์ของยางพาราเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ที่มีการปลูกมากเท่านั้น

ทั้งนี้ นโยบายของรัฐบาลในปีนี้ทำให้การบริโภคยางเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังมีสัดส่วนหลักอยู่ที่การส่งออกไปประเทศจีน ซึ่งต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

ขยายธุรกิจถุงมือยางรับเทรนด์สุขภาพ

นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการบริษัทศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการขยายกิจการ ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นไปว่า

  • จะมีการเปิดโรงงานใหม่ที่สกลนคร เริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 1 แสนตันต่อปี
  • ขยายการผลิตน้ำยางข้น เพื่อซัพพอร์ตธุรกิจถุงมือยาง ซึ่งมีแผนจะขยายออกไปเยอะมากในอนาคต น้ำยางข้นจึงต้องขยายตามไปในทิศทางเดียวกัน
  • ขยายธุรกิจถุงมือยาง ปลายปีนี้ โรงงานที่หาดใหญ่จะมีการเพิ่มการผลิตอีก 1,500 ล้านชิ้นต่อปี และโรงงานที่สุราษฏ์ธานีเพิ่มขึ้นอีก 1,700 ล้านชิ้นต่อปี ทำให้จะมีขีดความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้นรวมประมาณ 3 พันล้านชิ้นต่อปีทำให้บริษัทฯ สามารถผลิตถุงมือยางทั้งหมดได้ในสิ้นปีนี้ 17,000 ล้านชิ้นต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 14,000 หรือ 15,000 ล้านชิ้นจากปีก่อน และปีก่อนหน้าตามลำดับ
  • เข้าซื้อโรงงานถุงมือขนาดใหญ่ ที่จังหวัดตรัง เป็นการลงทุนของกลุ่มธุรกิจชื่อถุงทองกรุ๊ป ซึ่งเป็นโรงงานที่มีกำลังการผลิตสูง มีคุณภาพดีมาก การผลิตมีความทันสมัย ผ่านมาตรฐาน และมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ทำให้ศรีตรังกรุ๊ปจะเข้าไปถือหุ้น 95%โดยการเพิ่มโรงงานนี้ ทำให้สามารถผลิตถุงมืออย่างได้อีก 4,000 ล้านชิ้นต่อปี คิดว่าโครงการนี้จะเสร็จภายในปีหน้า และทำให้ต้นปีหน้าจะทำให้บริษัทฯ มีการผลิตถุงมือยางรวมเพิ่มขึ้นเป็น 21,000 ล้านชิ้นต่อปี”ในช่วงหลังจะมีการลงทุนในส่วนของถุงมือยาง มากกว่าธุรกิจยางธรรมชาติ เพราะมีมูลค่าเพิ่มที่สูงกว่า และสร้างกำไรที่ดีกว่า” นายวีรสิทธิ์ กล่าว

ปรับกลยุทธ์ด้านต้นทุน 

ด้าน นางสาวทิพย์วดี สุดเวหา ผู้จัดการกลุ่มงานนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) คิว 2 เผยว่า ในช่วงไตรมาส 2 ปี 61 บริษัทฯ มีรายได้รวม 19,755 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสที่ 1 ปีเดียวกันอยู่ 22% ที่ 22,875 ล้านบาทซึ่งมีผลจากราคายาง

โดยสัดส่วนรายได้มาจาก ถุงมือยางขยายตัว 7% ทั้งจากตลาดหลักอย่างจีนและญี่ปุ่น รวมถึงตลาดใหม่ ๆ อาทิ ลาตินอเมริกา บราซิล อินเดีย รองลงมาคือสัดส่วนจากยางแผ่น น้ำยางข้น ตามลำดับ

กำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 61 อยู่ที่ 592 ล้านบาท จากแรงหนุนของ ธุรกิจถุงมือยางที่ทำกำไรให้บริษัท ได้อย่างต่อเนื่อง ยอดขายอยู่ที่ 15% ของยอดขายรวมทั้งหมด และทำกำไรให้กับบริษัทได้มากถึง 40-50%

ส่วนที่สองคือนโยบายในการขายยางธรรมชาติ เปลี่ยนมาเป็น selective selling เน้นอัตรากำไรมากกว่า Volume ทำให้จัดการได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องไปซื้อจำนวนมากแข่งกับคู่แข่ง ทำให้บริหารจัดการต้นทุนของเราได้ดีขึ้น

ประกอบกับนโยบายการควบคุมต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่านด้านแอดมิน ควบคุมมาตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีที่แล้วซึ่งค่อย ๆ เห็นผลชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มี กำไรครึ่งแรกปี 61 รวม 1,424 ล้านบาท

“ที่ผ่านมาราคาน้ำมันขึ้น ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปี 60 แต่ราคายางกลับทรงตัว ไม่ขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่สิ่งที่ขึ้นตามราคาน้ำมันคือ ‘บิวทาไดอีน’ ที่เป็นส่วนประกอบของการผลิตถุงมือยาง ซึ่งทางบริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์เหล่านี้อยู่ในการผลิตด้วย” นางสาวทิพย์วดี

ด้าน Gross Profit ปรากฏว่าบริษัทฯ ขาดทุนในช่วงไตรมาส2 ปี 60 และค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายการขาย การควบคุมการผลิต และการประหยัดต้นทุนต่าง ๆ ของบริษัทฯ