Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล รักษาเครดิต

รักษาเครดิต

909
0
SHARE
รักษาเครดิต

สิ่งที่รักษาไว้ได้ง่าย แต่เรามักจะคิดว่าทำได้ยาก ก็คือ รักษาเงินในกระเป๋า กับรักษาเครดิตของตัวเองไว้ให้ได้

ที่ว่าง่าย ก็เพราะแค่มี “วินัย” อย่างเดียว เราก็สามารถรักษาทั้งสองสิ่งไว้ได้แล้ว และที่ว่ายาก ก็เพราะเหตุเดียวกัน นั่นคือ ต้องมี “วินัย” นั่นแหละ

ทีนี้ถ้าถามว่า ระหว่างการรักษาเงินในกระเป๋ากับการรักษาเครดิต อันไหนสำคัญกว่า สำหรับตัวเองแล้ว ดิฉันว่าสำคัญทั้งคู่ แต่อาจจะให้น้ำหนักกับการรักษาเครดิตมากกว่า เนื่องเพราะเงินในกระเป๋ามันเรื่องของเรา แต่ “เครดิต” เป็นเรื่องที่คนอื่นหยิบยื่นให้กับเรา เหมือนที่เราชอบพูดกันว่า “เป็นคนมีเครดิต” ซึ่งก็แปลว่า มีเครดิตในสายตาของคนอื่น

เวลาคนมีเครดิต อยากจะใช้เงินของคนอื่นก็ง่ายกว่าคนไม่มีเครดิต เมื่อรู้ตัวอยู่แล้วว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่งเราต้องอาศัยเงินของคนอื่น ไม่ว่าจะเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ เพื่อทำธุรกิจ หรือเพื่อขยายธุรกิจ เราก็ต้องพยายาม “รักษาเครดิต” ของตัวเองไว้ให้ดี อย่าเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง จนทำให้เป้าหมายในชีวิตต้องผิดเพี้ยนไป

ที่หยิบเรื่องนี้มาเขียนมาเตือน ก็เพราะว่า ปัจจุบันนี้ เด็กส่วนใหญ่ที่ก้าวพ้นรั้วโรงเรียน ทั้งที่จบม.6แล้วต้องออกมาหางานทำ หรือมีโอกาสเรียนจนจบมหาวิทยาลัย หลายคนเดินถือใบรับรองวุฒิการศึกษามาพร้อมกับ “หนี้” จากการกู้ยืมมาเรียนหนังสือ ที่น่าห่วงก็คือ เด็กๆ เหล่านี้จำนวนไม่น้อยยังไม่ได้ตระหนักถึง “การรักษาวินัย” ในการชำระหนี้ จนกว่าจะรู้ว่าตัวเองกลายเป็น “คนไม่มีเครดิต”ก็เมื่อแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว

เคยมีคนมาขอคำปรึกษาเรื่องที่ว่า ไม่ใช้หนี้เพียงแค่ 2,000 บาท กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการใช้ชีวิต ถึงขนาดที่พ่อแม่เดือดร้อน ยังไม่สามารถจะขอกู้มาช่วยเหลือได้ เพราะในขณะที่ฝั่งลูกหนี้มองว่า “เงินแค่ 2,000 บาท” แต่ฝั่งของเจ้าหนี้มองว่า “แค่ 2,000 บาทยังคิดจะเบี้ยว ถ้ามากกว่านี้มีหรือจะไม่เบี้ยว”

เท่ากับ “เสียเครดิต” ไปทันที

ทีนี้ต้องทำอย่างไร ถึงจะ “รักษาเครดิต” ของตัวเองไว้ได้

ข้อแรก ถ้าไม่แน่ใจว่า ที่ผ่านมาเราไปพลั้งเผลอผิดนัดชำระหนี้อะไรไว้บ้างหรือเปล่า ทางที่ดีที่สุดก็คือ ขอตรวจสอบข้อมูลของตัวเองจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิต บูโร ค่ะลองเช็คดูว่า เรามีหนี้ผิดนัดชำระหรือไม่ สถานะของเราเป็นอย่างไร แต่สำหรับคนที่สถาบันการเงินส่งสถานะหนี้มาอัพเดทเป็นระยะๆ อยู่แล้ว จะแน่ใจว่าเรามีสถานะ “ปกติ” ก็ไม่จำเป็นต้องไปตรวจสอบค่ะ

ข้อสอง ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่ามีหนี้คงค้างเป็นเวลานานบางรายนี่นานจนกระทั่งสถาบันการเงินเลิกทวงถามไปแล้ว ก็ควรอย่างยิ่งที่จะติดต่อสถาบันการเงินเพื่อดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ “เครดิต” ของเราดีขึ้น ถ้ามีความสามารถในการชำระหนี้ ก็พยายามชำระหนี้ให้ลดลงมากที่สุดค่ะ แต่ถ้ายังไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องหาทางเจรจาประนอมหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน

ข้อสาม พยายามชำระเงินให้ตรงเวลาเรียกเก็บ ถ้าเป็นยอดใช้จ่ายผ่านบัตรก็ควรที่จะชำระคืนก่อนหรือภายในวันที่ครบกำหนด และชำระเต็มวงเงินที่ใช้จ่าย หลายคนเลือกที่จะจ่ายขั้นต่ำ ซึ่งเอาจริงๆ การจ่ายขั้นต่ำเป็นการเพิ่มภาระ ไม่ได้แบ่งเบาภาระ เพราะวงเงินคงค้างเดิมก็จะถูกคิดดอกเบี้ยวนๆ ไปเรื่อยๆ หนี้เก่าก็ยังค้าง หนี้ใหม่ก็สร้างเพิ่ม สุดท้ายกลายเป็นจมกองหนี้ จนหาทางออกไม่เจอ

ข้อสี่ให้ยกเลิกสินเชื่อที่ไม่จำเป็นเพราะในการพิจารณาเครดิตของสถาบันการเงิน สินเชื่อทุกประเภทที่เราได้รับอนุมัติจากแบงก์ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ หรือแม้แต่วงเงินบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดที่สถาบันการเงินอนุมัติให้ แม้จะยังไม่มียอดใช้จ่าย ก็จะถูกนำมาคำนวณเครดิตและภาระหนี้ของเราทั้งหมด ยิ่งมีเยอะ ยิ่งมีมาก ก็ยิ่งลดทอนความสามารถในการ “กู้เพิ่ม” ยกเลิกที่ไม่จำเป็น เก็บพื้นที่สำรองไว้ให้สินเชื่อที่จำเป็นดีกว่า

“เครดิตดี” อะไรๆ ก็ดีจริงๆ ค่ะ