Home คอลัมนิสต์ วัชรา จรูญสันติกุล กองทุนหนีตลาดน้ำมัน ฉุดราคาดิ่งเหว

กองทุนหนีตลาดน้ำมัน ฉุดราคาดิ่งเหว

858
0
SHARE
ราคาน้ำมัน

กองทุนเก็งกำไรหลีกเลี่ยงการลงทุนในการเข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า ส่งผลต่อราคาน้ำมัน WTI ในตลาด West Texas ของสหรัฐดิ่งลงถึง 7.1% เมื่อวันอังคาร ซึ่งเป็นการตกต่ำมากที่สุดในระยะเวลาซื้อขายเพียงวันเดียว ขณะเดียวกันก็เป็นการปรับตัวลดลงถึง 30% จากระดับราคาสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

โสาเหตุเนื่องจากแรงกดดันจากการที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง และประเทศต่างๆอาจจะลดการใช้น้ำมัน ในขณะที่มีข่าวว่าซาอุดิอาระเบีย จะมีการปรับลดการผลิตน้ำมันในการประชุมของกลุ่มโอเปกเดือนธันวาคมนี้

ส่งผลให้กระแสข่าวต่างๆ เป็นแรงกดดันทำให้บรรดากองทุนเก็งกำไร หรือ Hedge Funds ถอยห่างจากตลาดน้ำมันล่วงหน้า โดยเฉพาะลดระดับการเข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าลงเหลือระดับต่ำที่สุด ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิ่งตัวลงในขณะนี้

ภาพของตลาดน้ำมันได้สะท้อนว่า ในการถอยห่างจากการลงทุนของบรรดากองทุนเก็งกำไร มาจากความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ ความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันดิบในอนาคต จึงส่งผลให้เกิดการหลีกเลี่ยงที่จะเข้าลงทุนซื้อขายสัญญาน้ำมันในอนาคต เพื่อลดความเสี่ยงของการลงทุนในปัจจุบัน

ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ ปีนี้อยู่ที่ 2.9% และปีหน้าอยู่ที่ 2.5% ขณะที่จีนจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 6.6% ในปีนี้ และ 6.2% ในปีหน้า ส่วนกลุ่มยูโรโซนปีนี้จะเติบโต 2.9% และปีหน้าอยู่ที่ 1.9% 

การชะลอตัวของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกที่จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงที่ 3.7% ในปีนี้และปีหน้า โดยที่ IMF ได้คาดการณ์ใหม่ล่าสุดในการปรับลดกลุ่มยูโรโซนที่จะขยายตัวเพียง 2.3% โดยลดลงจากที่คาดการณ์ไว้เดิม 0.5-0.6% ในปีนี้ เนื่องจากปัญหาของวิกฤติการเศรษฐกิจและการเงินในอิตาลี รวมถึงการเจรจา Brexit ที่เกี่ยวข้องกับการถอนตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งจะมีผลในเดือนมีนาคม 2019

ส่วนสาเหตุที่สหรัฐและจีนเติบโตในลักษณะที่ชะลอตัวลงนั้น มาจากปัญหาข้อพิพาทการค้าระหว่าง 2 ประเทศซึ่งยังคงไม่แน่นอน ว่าจะยืดเยื้อกันไปอีกนานแค่ไหน

สำหรับการเคลื่อนไหวของสัญญาน้ำมันดิบ WTI ที่ตลาดนิวยอร์กปิดทรุดตัวลง 7.1% เมื่อคืนนี้ หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันในปี 2019

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กดดันซาอุดีอาระเบียและกลุ่มโอเปกไม่ให้ปรับลดกำลังการผลิต สวนทางกับซาอุดิอาระเบียที่ประกาศที่จะปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันลง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในการประชุมโอเปกเดือนธันวาคม

กลุ่มโอเปกคาดการณ์ว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำมันจะลดลงราว 1.29 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ผลผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกมีถึงวันละ 32.9 ล้านบาร์เรล ส่วนสหรัฐมีการผลิตน้ำมันเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้นล่าสุดถึงวันละ 11.6 ล้านบาร์เรล  ทางรัสเซียที่มีการผลิตส่งออกถึงวันละ 11.51 ล้านบาร์เรล ก็อยู่ระหว่างการตัดสินใจจะปรับลดลงหรือไม่

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธันวาคมร่วงลง 4.24 ดอลลาร์ ปิดที่ 55.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2017 และเป็นการร่วงลงวันเดียวที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี โดยที่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือเมื่อวันอังคารที่ 980,000 สัญญา นับเป็นปริมาณต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2017 

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ทะเลเหนือส่งมอบเดือนมกราคม ดิ่งลง 4.65 ดอลลาร์ หรือ 6.6% ปิดที่ 65.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเป็นการปรับลดลงกว่า 25% จากระดับราคาสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคมปีนี้