Home คอลัมนิสต์ ลงทุนสไตล์ ‘ชาวสวน’ กับ ‘ชาวไล่’

ลงทุนสไตล์ ‘ชาวสวน’ กับ ‘ชาวไล่’

673
0
SHARE

ผมเขียนไม่ผิดหรอกครับ “ชาวไล่” ที่ไม่ใช่ “ชาวไร่” และ “ชาวสวน” ที่ไม่ใช่สวนผักผลไม้ แต่ผมกำลังจะเขียนถึงสไตล์ของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

“ชาวสวน” ในที่นี้หมายถึงนักลงทุนที่ชอบสวนกระแสหรือทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน ซึ่งมักจะใช้ในเวลาที่หุ้นเป็น “ขาลง” และคนส่วนใหญ่ขายหุ้นออกจนราคาไหลรูดลงมา แต่คนกลุ่มหนึ่งกลับเล่นสวนทางคือ “ซื้อ” จึงเป็นที่มาของคำว่า “ชาวสวน”

ส่วน “ชาวไล่” ในที่นี้หมายถึงนักลงทุนที่ชอบเกาะกระแส ซึ่งมักจะใช้ในเวลาที่หุ้นเป็น “ขาขึ้น” คนกลุ่มนี้เมื่อเห็นหุ้นตัวไหนกำลังอยู่ในทิศทางขาขึ้น ก็เข้าไปซื้อในจังหวะกำลังวิ่งขึ้นนั่นแหละ แถมไม่ได้เข้าแบบระมัดระวัง แต่ซื้อแบบรีบร้อน กลัวไม่ได้ของ จึงซื้อหุ้นที่มีการตั้งขายในขณะนั้นทันที ซึ่งหากยังได้จำนวนหุ้นไม่ครบตามที่ตั้งใจ ก็จะซื้อในราคาสูงขึ้นอีก ที่เรียกว่าการไล่ราคา จึงเป็นที่มาของคำว่า “ชาวไล่”

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2562 ซึ่งดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดตลาดปรับลดลง 14.48 จุด หรือ -0.87% โดยข้อมูลการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนกลุ่มต่างๆ ปรากฏว่า กลุ่มที่ขายหนักๆ คือนักลงทุนต่างชาติที่ขายสุทธิ 2,025.49 ล้านบาท ในขณะที่กลุ่มที่ซื้อเป็นหลักคือนักลงทุนรายย่อยทั่วไปในประเทศที่ซื้อสุทธิ 3,024.51 ล้านบาท รายย่อยนี้จึงเข้าข่ายเป็นชาวสวน

หากมองในระดับของตัวหุ้น  ยกตัวอย่างหุ้นบางตัวที่ราคาปรับลดลงมาอย่างรุนแรง เช่น BEAUTY ช่วงที่ราคาหุ้นลดลงแรงรอบนี้เริ่มจากต้นเดือนพฤษภาคม 2562 จากราคาหุ้นละ 7 บาท เพียงไม่ถึง 10 วันราคาลดลงมาต่ำกว่า 6 บาท ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้เกิด “ชาวสวน” เป็นจำนวนมากที่เข้าไปช้อนซื้อ เพราะเห็นว่าราคาต่ำมากแล้ว (เมื่อเทียบกับอดีต) แต่ปรากฎว่าหลังจากนั้นราคาก็ยังคงลดลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วจนหลุด 5 บาท และ 4 บาท จนล่าสุดปลายสัปดาห์ก่อนลงมาอยู่แถวๆ หุ้นละ 3 บาท

หรือในกรณีของชาวไล่ ยกตัวอย่างหุ้น GULF ที่ราคาวิ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากหุ้นละ 60 บาท เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2561 จนทะลุ 120 บาท หรือปรับเพิ่มขึ้น 100% เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 ซึ่งครบรอบ 1 ปีพอดิบพอดีโดยบังเอิญ นั่นแสดงว่า ในรอบ 1 ปีนั้น แม้ว่านักลงทุนจะเข้ามาซื้อหุ้นแบบไล่ราคา ก็สามารถทำกำไรได้ และเริ่มมาแกว่งตัวออกข้างหรือไซด์เวย์หลังจากราคาขยับเกินหุ้นละ 130 บาท

จากตัวอย่างดังกล่าว นักลงทุนที่เข้าช้อนซื้อหุ้น BEAUTY เพียงเพราะมองว่าราคาลดลงมากแล้ว โดยไม่ได้พิจารณาปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาหุ้นนั้นอย่างถ่องแท้ ว่าเป็นเพราะผลกำไรของบริษัทลดลงมาก และธุรกิจของบริษัทกำลังได้รับผลกระทบจากหลายทาง ความผิดพลาดจึงเกิดขึ้นจากการเข้าซื้อสวนหรือช้อนซื้อในราคาที่ยังไม่ต่ำพอ และที่สำคัญคือในช่วงที่รายย่อยเข้าซื้อสวนนั้น ผู้ที่ขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่องคือบรรดากองทุนและนักลงทุนสถาบันที่เคยถือหุ้นนี้ไว้ในพอร์ต แรงซื้อจึงไม่อาจต้านแรงขายได้ ต่างจากหุ้น GULF ซึ่งนักลงทุนสถาบันหลายราย หรือแม้แต่ตัวเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่เองก็ซื้อหุ้นนี้เพิ่มไว้ในพอร์ต การไล่ราคาแบบ “ชาวไล่” จึงไม่เจ็บตัว เพราะมีขาใหญ่ช่วยไล่ด้วย

ดังนั้น ข้อคิดสำหรับชาวสวนก็คือ ถ้าคิดจะสวนอย่าหวังเพียงแค่หุ้นนั้นจะดีดขึ้นแล้วขายทำกำไรในช่วงสั้นๆ เพราะมันเสี่ยงเกินไป แต่จงวิเคราะห์ให้มั่นใจว่าเพราะราคาหุ้นนั้นมันลดลงต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการในอนาคตที่ควรจะเป็น

ส่วนชาวไล่ก็เช่นกัน อย่ามองแค่ว่าหุ้นนั้นกำลังอยู่ในกระแส สามารถซื้อเพื่อปล่อยขายในช่วงสั้นๆ ได้ แต่ต้องดูผลประกอบการของบริษัทนั้นด้วยว่าจะมีการเติบโตต่อเนื่องหรือโตแบบก้าวกระโดดหรือไม่ ถ้าโตแบบนั้นแล้วไม่เข้าซื้อตอนนี้ก็อาจจะตกรถได้ แบบนี้จึงจะน่าไล่ราคา

ไม่ว่าจะเป็นชาวสวนหรือชาวไล่ ความเสี่ยงภัยก็มีพอๆ กัน หากคิดแบบ “นักพนัน” ไม่ได้คิดแบบ “นักลงทุนคุณภาพ”