Home กองทุน เลือกกองทุน ลงทุนอะไรดี “หุ้น-ทอง-น้ำมัน”

ลงทุนอะไรดี “หุ้น-ทอง-น้ำมัน”

1572
0
SHARE
ทางเลือกลงทุน

เริ่มต้นปีหมู ตลาดเงินตลาดทุนยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเดิม ๆ ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ปัจจัยที่กระทบมากที่สุด ทั้งเรื่องสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่อยู่ระหว่างการเจรจา และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)

ทั้งสองปัจจัย ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ สถานการณ์ในปีนี้จะลงทุนอะไร และจะประเมินอย่างไรดี

ปัจจุบัน ช่องทางการลงทุนมีมากมายให้นักลงทุนได้เลือกตามเป้าหมายของตัวเองที่ตั้งไว้ แต่ในที่นี้จะพิจารณาการลงทุน 3 ประเภท คือ หุ้น ทองคำและน้ำมัน โดยดูผลประกอบการของบรรดากองทุนเหล่านี้ในช่วงเดือนแรกของปีว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง

เหตุที่เลือพิจารณาจากกองทุน นอกจากจะมีความหลากหลายให้เปรียบเทียบแล้ว การลงทุนของบรรดากองทุนอาจเรียกไเ้ว่าเป็น “การลงทุนจริง ๆ” ไม่เพียงแค่การเก็งกำไรรายวัน (แม้จะมีก็เถอะ) ซึ่งการดูจากราคาหน่อยกองทุน หรือ NAV สะท้อนให้เห็นว่าในเดือนแรกมีทิศทางไปทางไหน

หุ้น : การขยับขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ต้นปี ทำให้ผลตอบแทน “กองทุนหุ้น”ขยับขึ้นกันถ้วนหน้า ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามา หลังจากที่กระหน่ำเทขายอย่างหนักในปีที่แล้ว

ตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิกว่า 7,000 ล้านบาท ขณะที่แชมป์ซื้อสุทธิยังเป็นกองทุน ที่มียอดซื้อสุทธิกว่า 10,000 ล้านบาท  (อาจล้มล้างความเชื่อว่าจะมีแรงเทขายจากแอลทีเอฟ/อาร์เอ็มเอฟ ที่ครบกำหนด)

ตลาดหุ้นไทยได้แรงหนุนภายในประเทศจากความชัดเจนการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ปัจจัยที่หนุนมากที่สุด คือ แนวโน้มนโยบายเฟด ที่อาจไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามแผนเดิม และลดการปรับงบดุลลง

ผลที่มากที่สุดสำหรับตลาดหุ้นไทย ก็เช่นเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก เมื่อเฟดชะลอดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบ ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยและปรับงบดุล ก็ทำให้สภาพคล่องในตลาดทุนยังไม่ได้รับผลกระทบมากไปกว่าเดิม

เมื่อไปสำรวจบรรดา”กองทุนหุ้น” หรือ “กองทุนตราสารทุน” จากทั้งหมด 189 กองทุนจาก WealthMagik ตั้งแต่ต้นปีเกือบทั้งหมดมีผลตอบแทนเป็นบวก แม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบย้อนหลังไป 1 ปียังติดลบ

กองทุนหุ้นที่มีผลตอบแทนมากที่สุดตั้งแต่ต้นปี คือ กองทุนเปิด ทิสโก้ ESG เพื่อสังคม ชนิดสะสมมูลค่า (TISESG-A) มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 6.88% จาก NAV เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา

กองทุนหุ้น ส่วนใหญ่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจะประมาณ 3-6% ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นปีหมูที่”สดใส” แต่จะยืนระยะได้นานแค่ไหนก็ขึ้นกับหลายๆปัจจัย

ทองคำ : เป็นสินค้าอีกอีกประเภทที่มีความอ่อนไหวในหลาย ๆเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลก ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ “ความเสี่ยง”ท่วมตลาด ราคาทองคำก็มักจะวิ่งเสมอ เพราะนักลงทุนมองว่าเป็น”สินทรัพย์ปลอดภัย”

เมื่อพิจารณาจากกองทุนทองคำ 25 กองทุนทจะเห็นว่าผลตอบแทนน้อยกว่ากองทุนหุ้น มีทั้งเป็น “บวกและติดลบ”

กองทุนทองคำที่มห้ผลตอบแทนมากที่สุด ตั้งแต่ต้นปี คือ กองทุนเปิดธนชาตทองคำแท่ง-H (TGoldBullion-H) ให้ผลตอบแทน 2.80%

ส่วนแนวโน้มราคาทองคำจะเป็นอย่างไร อันนี้ก็น่าจะคาดเดายาก แม้ขณะนี้จะมีข่าวสารและเครื่องไม้เครื่องมือจากสมาคมผู้ค้าทองคำให้ติดตามกันได้ แต่ก็ไม่อาจคาดการณ์กันได้อย่างถูกต้อง เพราะ “ทองคำ” ก็เหมือนสินค้า “เก็งกำไร”ทั่ว ๆ ไป ที่ยากแก่การทำนายได้อย่างแม่นยำ

น้ำมัน : สินค้าการเมืองขนาดแท้และดั้งเดิมของโลกใบนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับการเมืองระดับโลกอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของบรรดาประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย เพราะบรรดาบริษัทน้ำมันใหญ่ๆ ส่วนมากแล้ว มีบทบาทหรืออิทธิพลกับรัฐบาล ทั้งทางตรงและทางอ้อม

น้ำมันอาจเป็นสินค้าที่คาดเดาไม่ยากนักเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นและทองคำ เพราะดูได้จากทิศทางอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งปัจจุบันสามารถติดตามข้อมูลได้มากมาย จากนั้นก็ตามไปดูว่ามี “ข่าว” อะไรที่จะกระทบต่ออุปสงค์-อุปทาน ซึ่งก็พอคาดเดาได้

อย่างในปีนี้ ข่าวที่เริ่มดันราคาน้ำมันให้ขยับขึ้น คือ การลดกำลังการผลิตของโอเปคและรัสเซีย เพื่อพยุงราคาน้ำมันโลก รวมทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอที่กระทบต่ออุปสงค์น้ำมัน ฯลฯ

ข่าวล่ามาแรง เห็นจะเป็นความวุ่นวายในเวเนซูเอลา ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน เนื่องจากถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐที่นำเข้าน้ำมันจากเวเนซูเอลา รวมทั้งข่าวความขัดแย้งเรื่องสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซียกับนาโต้ ซึ่งมีสหรัฐเป็นหัวหอก ทำท่าจะบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

เมื่อหันมาดูผลตอบแทนกองทุนน้ำมันตั้งแต่ต้นปี จากจำนวน 9 กองทุน ซึ่งนักลงทุนที่สนใจก็อาจไม่ต้องเลือกมาก เพราะลงทุนเหมือน ๆกัน ปรากฏว่าผลตอบแทนเป็นเลขสองหลัก

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ออยล์ (SCBOIL) มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีสูงสุด 18.23% ส่วนกองทุนก็ให้ผลตอบแทนประมาณ 14-18%

สำหรับนักลงทุนที่กำลังหาทางเลือก หรือ ปรับพอร์ต การลงทุนผ่านกองทุนรวม ก็พิจารณาดูได้

แต่ปัจจัยที่กระทบต่อทุกตลาดรุนแรง ก็ยังคงเป็น 2 ปัจจัยหลักตั้งแต่ปีที่แล้ว นั่นคือ “สงครามการค้า-เฟด” ส่วนปัจจัยอื่นๆ เป็นเพียงแค่ “น้ำจิ่ม” ทำให้เกิดความผันผวนช่วงสั้นๆเท่านั้น