Home คอลัมนิสต์ วีระ ธีรภัทร ‘ลงทุน’ เหมือนปลูกต้นไม้

‘ลงทุน’ เหมือนปลูกต้นไม้

1878
0
SHARE
วีระ ธีรภัทร

ในระยะหลัง เมื่อผมเพลามือจากการงานมีเวลาพบปะผู้คนมากขึ้น ได้ถามไถ่เรื่องต่างๆ กันอย่างละเอียดลออมากขึ้น

นอกเหนือจากเรื่องสุขภาพร่างกาย ครอบครัวลูกหลาน งานการถ้ายังมีและธุรกิจถ้าหากยังต้องดูแลทั้งใกล้ชิดและใกล้จะวางมือแล้ว ก็ถามไถ่ถึงคนโน้นคนนี้ว่าเป็นยังไง ดีร้ายประการใด เดือดร้อนไม่เดือดร้อนต้องอนุเคราะห์เกื้อกูลกันหรือเปล่า?

แต่พวกเรา (หมายถึงแค่คนที่ผมได้คุยด้วยเท่านั้น) ไม่ค่อยสนอกสนใจเรื่องการลงทุนสักเท่าไร?

แปลกมั้ยครับ

ส่วนหนึ่ง ผมคิดว่าคนอายุอานามใกล้เคียงกับผม ถ้าหากไม่ได้คิดหรือทำเรื่องนี้มาก่อน มาถึงตอนนี้ก็เรียกว่าช้าเกินไปแล้วสำหรับการเรียนรู้และการเริ่มต้น

ข้อสรุปของผมก็คือ เรื่องการลงทุนควรจะเริ่มเร็วสักหน่อย (ผมไม่เอาอายุเป็นเกณฑ์นะครับ) และควรจะทำไปพร้อมกับช่วงที่ยังมีรายได้พอสมควร จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับความพอใจ และรู้สึกว่าไม่กดดันแบบคับข้องใจ หรือว่าเคร่งเครียดจนเกินไป

บางคนพยายามจะให้เป็นสูตรว่าเท่านั้นเท่านี้ของรายได้ ก็ดีในแง่มีตัวเลขอัตราส่วนเพื่อใช้ในการอ้างอิง แต่ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้สักเท่าไร ใช้หลักง่ายๆ ว่าอยากเก็บอยากออมเท่าไร อยากลงทุนมากน้อยแค่ไหน

เอาความพอใจสบายใจของเราเป็นเกณฑ์ครับ

แต่ที่สำคัญกว่าคือการมี “วินัย” ครับ ถ้าหากเราจัดสรรเงินก้อนนี้เพื่อการออมและการลงทุนแล้ว จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ต้องทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวพอสมควร (แต่นานแค่ไหนไม่มีสูตรตายตัว) ครับ

คุณเองก็คงมีคำถามว่าแล้วแค่ไหนถึงจะยาวนานพอ? ถามง่ายแต่ตอบยาก แต่ผมใช้หลักนี้ครับ ยาวจนเราเห็น “ดอกผล” นั่นแหละครับ

เหมือนเราปลูกผักผลไม้ รอบหรือระยะเวลาก็คือจากเริ่มปลูกจนถึงตอนเก็บเกี่ยว ผักก็สั้นหน่อย ธัญพืชก็ยาวหน่อย แต่ถ้าเป็นไม้ยืนต้นกว่าให้ผลก็ต้องยาวมากกว่านั้น เช่นกันครับการลงทุนก็มีหลากหลายรูปแบบ สั้นยาวต่างกันไป

ถ้าหากเทียบเคียงกับการลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนรวมโดยให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ดูแลแทนเรา ก็คงจะเป็นแบบไม้ผลไม้ยืนต้น ต้องยาวนานพอสมควรก่อนจะให้ดอกผลตอบแทนในระดับที่น่าพึงพอใจกับเรา

การมี “วินัย” ในการลงทุนและ “ความอดทน” ในการรอ “เวลา” ให้เกิดดอกออกผล จึงสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน บ่อยครั้งหรือเกือบทุกครั้ง ดอกผลของการออมก็ขึ้นกับวัฏจักรขึ้นลงของภาวะเศรษฐกิจด้วย แถมเป็นเหตุปัจจัยที่นอกเหนือจากการควบคุมอีกต่างหาก

“โชค (ดี)” กับ “เคราะห์ (ร้าย)” จึงเป็นตัวแปรที่มองไม่เห็นที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ครับ

คุณว่ามั้ย?