Home ลงทุน มุมธุรกิจ “วงใน”เปิด Co-Cooking Space แบ่งปันสูตรอาหารจาก”ออนไลน์สู่ออฟไลน์”

“วงใน”เปิด Co-Cooking Space แบ่งปันสูตรอาหารจาก”ออนไลน์สู่ออฟไลน์”

550
0
SHARE

เว็บไซต์ Wongnai ยกระดับสูตรอาหารมาสู่การลงมือทำ เปิด Co-Cooking Space ให้สมาชิกเว็บไซต์ใช้บริการ พร้อมเตรียมแผนเข้าตลาดหุ้นปี 63

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง เว็บไซต์ Wongnai.com เปิดตัว”Wongnai Co-Cooking Space” cr โดยร่วมมือกับ Electrolux และ Geoluxe สร้างสถานที่ที่เปิดให้สมาชิกเว็บไซต์ ได้เข้ามาใช้บริการและเรียนรู้วิธีการทำอาหารจากสูตรอาหารต่างๆของวงในมากกว่า 15,000 รายการ โดยเน้นย้ำการทำเรื่องราวบนโลกออนไลน์มาสู่ผู้คนในโลกออฟไลน์(Online to Offline)

ปัจจุบันเว็บไซต์มีผู้ใช้ส่งสูตรอาหารให้เราถึง 15,000 รายการ และเพิ่มมากขึ้นปีละประมาณ 2 เท่าตัว ดังนั้นการทำ Co-Cooking Space เป็นไอเดียที่จะทำให้สูตรอาหารต่างๆที่อยู่บนเว็บถูกส่งต่อไปยังผู้คนในโลกออฟไลน์

“ที่นี่เป็น Co-Working Space ด้านอาหารแห่งแรกของประเทศไทย”

เดิมธุรกิจของ Wongnai เป็นสถานที่ที่เปิดให้ผู้คนเข้ามารีวิวร้านอาหารและก็มีการขยายไปสู่ตลาดต่างๆ ทั้งความสวยความงาม  ท่องเที่ยว และ การทำอาหาร โดยปัจจุบันวงในก็มีธุรกิจบริการส่งสินค้าออนไลน์โดยการร่วมมือกับ แอพพลิเคชั่น LINE Man

ดังนั้นเรามองว่าการที่ทำพื้นที่แห่งนี้จะสามารถส่งต่อประโยชน์ให้กับผู้คนได้มากกว่าและสามารถนำสูตรอาหารบนโลกออนไลน์นำมาแบ่งปันกันบนโลกออฟไลน์ได้

สำหรับจุดเด่นของที่นี่คือ มีสูตรอาหารและผู้คนเข้ามารีวิวอาหารมากมาย ดังนั้นจะทำให้ Wongnai รู้ได้ว่าเมนูใดที่ผู้คนกำลังสนใจอยู่ในโลกออนไลน์ขณะนี้

สำหรับผู้ที่เข้ามาใช้บริการ Co-Cooking Space นี้ ไม่จำเป็นที่จะเข้ามาเพียงเพื่อทำอาหารแบบเชฟ แบบมืออาชีพ ดังนั้นเมนูที่จะนำมาใช้ที่นี่ จะเป็นเมนูที่สามารถทำง่ายและไม่จำเป็นต้องอาศัยทักษะความเป็นมืออาชีพมากมาย

นายยอด เชื่อว่าหลายๆคน ก็ไม่ได้มีอุปกรณ์รวมถึงเครื่องครัวต่างๆ ที่ครบครันขนาดนี้และมีความสวยงาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ลิ้มลองสิ่งใหม่ๆ ด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ

นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิด Co-Working space  ต่างๆที่อยู่ใน True Digital Park ได้อีกด้วย ที่นี่จะเป็นที่ส่งเสริมให้มีการทำกิจกรรมร่วมกันในด้านการทำอาหารโดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้เป็นของตนเอง

ปัจจุบัน Wongnai มีผู้ใช้ 10 ล้านคนต่อเดือน เฉลี่ยเพิ่มปีละประมาณร้อยละ 50 สำหรับสัดส่วนที่มาของรายได้คิดเป็นโฆษณาที่ได้จากการรีวิวร้านอาหาร ร้อยละ 70 และอีกร้อยละ 30 เป็นตลาดเครื่องสำอาง-ความสวยความงาม  การท่องเที่ยว และ การทำอาหาร

Wongnai มีร้านอาหารในสังกัดประมาณ 30,000 ร้าน คิดเป็นร้อยละ 80-90 ของร้านอาหารทั้งหมดในตลาด และในด้านความสวยงามอีกประมาณ 5,000-10,000 ร้าน ขณะที่สัดส่วนรายได้ทั้งหมดคิดเป็นรายได้ที่ได้จากการโฆษณาถึงร้อยละ 80 และมีแผนที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในปี 2563

นายยอด ระบุว่า  ส่วนหนึ่งที่ปรับตัวเข้ามาสู่ธุรกิจแบบออนไลน์ไปออฟไลน์เพิ่มมากขึ้นเป็นเพราะ รายได้ที่เกิดจากส่วนนี้มีความมั่นคงมากกว่ารายได้จากโฆษณาที่แปรผันตามฤดูกาล  ในปีที่ผ่านมา ในส่วนของเมนูอาหารเพื่อที่จะนำไปทำอาหารมีการเติบโตมากที่สุดซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของธุรกิจ

สำหรับรายได้หลักของธุรกิจสูตรอาหารยังคงเป็นการ Tie-in วัตถุดิบในการทำอาหาร แต่สิ่งที่เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของ Wongnai คือทำอย่างไรให้เมนูนั้นถูกนำมาทำเป็นอาหารจริงๆเพิ่มมากขึ้น

“การทำ Co-Cooking Space ในครั้งนี้ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างรายได้ให้กับเว็บไซต์มากมาย แต่ต้องการที่จะทำให้ผู้คนเกิดการพบปะสังสรรค์กันและสร้างชุมชนที่จะต่อยอดเข้ามาใช้บริการรวมถึงสร้างสูตรอาหารใหม่ๆในเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น สำหรับในช่วงแรกยังคงจะใช้เชฟของวงในเองในการสอน และในอนาคตอาจต่อยอดในการดึงผู้สร้างสูตรอาหารนั้นๆหรือร้านอาหารเข้ามาร่วมสอนที่นี่ เป้าหมายตั้งใจให้มีการสอนทุกวัน ซึ่งตอนนี้สามารถสมัครผ่านไลน์ @ ของวงใน จำกัดคลาสละ 30 คนโดยประมาณ ส่วนตัวมองว่ามีผู้เข้าร่วมเฉลี่ยหลักพันต่อเดือนก็โอเคแล้ว นอกเหนือจากนี้ก็จะมีการร่วมทำแคมเปญกับพันธมิตรทางการค้าอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการใช้ Co-working Space ดังกล่าวด้วย” นายยอดกล่าว

“ปัจจุบันการทำอาหารกลายเป็นความบันเทิงส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของแม่บ้านหรือคนแก่อีกต่อไป การทำอาหารไม่ใช่เรื่องที่น่าอายอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ทำให้เข้ากับการใช้ชีวิตของคนปัจจุบันมากขึ้น ตอนนี้เราทำเรื่อง Online to Offline เพิ่มมากขึ้น เพราะ ไม่ใช่แค่ให้คนดูข้อมูลในโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ทำอย่างไรให้ส่งเสริมการขายของร้านด้วย การรับรู้ปัจจุบันเราอยู่ในระดับที่ดีแล้ว แต่ทำอย่างไรให้คนเข้าไปใช้บริการจริงๆ แม้ปัจจุบันมีการทำเรื่องดังกล่าว แต่ยังดีไม่พอ ผู้ใช้ 10 ล้านคน/เดือน ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นยอดการสั่งซื้อได้มากพอ ดังนั้น Online to Offline จะเข้ามาสนับสนุนในส่วนนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าทำได้มากกว่านี้ แต่ต้องมีความถี่เพิ่มมากขึ้นด้วย ไม่ใช่แค่เพิ่มผู้ใช้ แต่ทำอย่างไรให้ใช้ถี่ขึ้น และมีประโยชน์กับเขาจริงๆ” นายยอดกล่าว