Home เงินทอง เงินเกษียณ เปิดไอเดีย’หลังเกษียณ’ วางแผนอย่างไรให้’ชีวิตมั่งคั่ง’

เปิดไอเดีย’หลังเกษียณ’ วางแผนอย่างไรให้’ชีวิตมั่งคั่ง’

1646
0
SHARE
เปิดมุมมองหลักวางแผนชีวิตหลังวัยเกษียณ ตามไปดูความหมายที่แท้จริงของ “ความมั่งคั่ง” คืออะไร ไม่จำเป็นต้องต้องรวยล้นฟ้า แต่อยู่ได้โดยไม่สร้างภาระ สูตรที่ทุกคนทำได้ ไม่ยากอย่างที่คิด

มหกรรมการเงินครั้งที่ 18 Money Expo 2018 จัดสัมนาในหัวข้อ Wealth for Life ส่วนผสมดี ชีวิตมั่งคั่ง โดยมี ธนาวัฒน์ สุวรรณวงศ์ กรรมการสมาคมนักวางแผนการเงินไทย เสาวนีย์ สุวรรณรงค์ ผอ. ฝ่ายกำกับการขายผลิตภัณฑ์การลงทุน สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และสุทธิราภร ปรีเปรม เจ้าของเพจมนุษย์ป้าท้าเปลี่ยนโลก

ธนาวัฒน์ สุวรรณวงศ์ กล่าวว่า “ความมั่งคั่งในความหมายของผมคือการมีเท่าที่จะดำเนินชีวิตต่อไปได้โดยไม่เป็นภาระคนอื่นและยังสามารถดูแลคนรอบข้างได้”

ส่วนเสาวนีย์ สุวรรณรงค์ เสริมว่า “ความมั่งคั่งคือการทำอย่างไรให้มั่นใจว่าสามารถเลี้ยงดูตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างไม่เดือดร้อน ไม่จำเป็นต้องรวย แต่ต้องสามารถอยู่ได้อย่างสบายโดยไม่เบียดเบียนใคร”

ธนาวัฒน์ กล่าวต่อว่า“หลายคนในยุคนี้หรือที่ผ่านๆมา มักมีความคิดว่าถ้ามีลูกจะเลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุดลงทุนกับลูกเพื่อหวังว่าวันข้างหน้าเขาจะกลับมาเลี้ยงเรา การทำแบบนี้มันเปรียบเหมือนว่าเราเห็นลูกเป็นกองทุน”

สำหรับหวังผลตอบแทนในวันข้างหน้า ซึ่งความจริงแล้วเมื่อเขาโตขึ้นก็ต้องมีภาระเป็นของตัวเอง ดังนั้นเราควรใช้ชีวิตโดยไม่เป็นภาระลูกหลาน และอย่าคาดหวังให้ลูกมาเลี้ยง เราจงมีลูกเพราะอยากเห็นคนอีกคนเติบโตมาอย่างสวยงาม

ด้านเสาวนีย์ เสริมว่าพ่อและแม่ก็มักจะพูดเสมอว่าท่านเลี้ยงดูตัวเองได้ แต่หลังจากที่เกษียณทั้งสองก็อยู่แต่บ้านแทบไม่มีรายได้ของตัวเอง รายได้หลักที่เข้าบ้านก็มาจากเรา บางทีท่านสองคนก็ไม่ได้พูดตรงๆ แต่ก็มีเปรยๆว่าผนังบ้านมันร้าวแล้วนะ

“มันก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้าน อีกอย่างเวลาพ่อแม่เข้าโรงพยาบาลถึงแม้จะเบิกได้ แต่บางทีมันเร่งด่วนต้องเข้าโรงพยาบาลเอกชนเราก็ต้องรับผิดชอบส่วนนี้ ซึ่งก็ต้องกันเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เหมือนกัน”

ชีวิตสมัยใหม่ต้องวางแผนการเงิน

ธนาวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า“เพราะฉะนั้นเราควรวางแผนชีวิตกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ผมจะไม่เถียงว่าการไม่วางแผนชีวิตก็สามารถมีชีวิตที่ดีกว่าคนที่วางแผนชีวิตได้ แต่คำถามคือเราจะโชคดีแบบนั้นเสมอไปอย่างนั้นหรือไม่ ถ้าเรารู้จักวางแผนเราก็จะสามารถได้ทุกอย่างที่เราอยากได้แบบแน่นอน ไม่ต้องคอยลุ้นเหมือนคนที่ไม่ได้วางแผนชีวิต”

“ถ้าให้ผมเปรียบการเงินกับชีวิตคน นั่นคือการไม่มีโรค ก็คือพยายามไม่มีหนี้ ถึงมีหนี้ก็ต้องมีเงินสำรองมากพอที่จะจ่ายหนี้เหล่านั้น และรู้จักสำรองเงินไว้ส่วนหนึ่งเพื่อเลี้ยงชีพยามตกงานหรือฉุกเฉินได้อย่างปกติ ส่วนเรื่องกู้เงิน พยายามอย่ากู้แล้วเราเป็นหนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินที่เรามี”

สุทธิราภร เสริมว่า “ตัวฉันเองก็เป็นหนี้มากว่าค่อนชีวิต หลังจากทำงานก็มีภาระที่จะต้องจ่ายหนี้เขาทุกเดือน หนี้เพิ่งจะหมดหลังจากเกษียณได้ 5 ปีเอง ช่วงที่ทำงานผ่อนหนี้มีความรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำงานเพื่อตัวเอง แต่กำลังทำให้ใครก็ไม่รู้ มันมีความเครียดอยู่บ้างนะ”

“แต่ส่วนตัวจะพยายามให้ความสุขกับตัวเองคือเงิน 10% จากเงินเดือนไม่เกินนี้ จะเอาไปซื้อของที่เราอยากได้ หรืออะไรที่เราอยากทำ แต่ต้องมีวินัยการเงินจริงๆที่จะไม่ใช้เกิน 10% ต่อเดือนนะ มันเป็นการให้ของขวัญตัวเองบ้าง และพยายามเก็บเงินให้ได้เยอะๆ”

อย่ากู้ไม่จำเป็นจริง-เก็บ10%ของรายได้

ธนาวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า“ถ้าอยากกู้จริงๆให้คิดก่อนเสมอว่า ถ้าเกิดกู้มาแล้วจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นไหม เช่น กู้มาเพื่อการศึกษา สำหรับช่องทางหรือโอกาสในการประกอบอาชีพต่อไป หรือกู้มาทำธุรกิจ และได้มีการศึกษาตลาดเป็นอย่างดีแล้วว่าสามารถทำกำไรจากธุรกิจได้อย่างแน่นอน แบบนี้เป็นเรื่องที่น่ากู้”

“แต่ต้องระวังคือกู้แล้วต้องคืนเขา คนทั่วไปมักใช้เงิน 60% จากเงินเดือนของตัวเอง ส่วน 40% ที่เหลือก็สามารถใช้หนี้ผ่อนคืน ทำให้ดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ แต่ละเดือนของไม่จำเป็นไม่ควรผ่อนเกิน 20% ของเงินเดือน รู้จักสร้างวินัยทางการออม เงิน 10% ของเงินเดือนทุกๆเดือนควรตัดออกมาออมไว้โดยเฉพาะเลย เพื่อนำไปต่อยอดลงทุนต่อในอนาคตหลังเกษียณ”

“อีกส่วนที่ไม่ควรมองข้ามคือหลังเกษียณยังมีค่าใช้จ่ายจิปาถะตามมาแน่นอน เช่นซ่อมบ้าน หรือซื้อรถใหม่ คนเราไม่สามารถใช้รถคันเดียวไปได้ตลอดทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นก็ควรจะต้องเก็บเงินออม และวางแผนการใช้ให้ดี อีกส่วนที่ไม่ควรมองข้ามคือภาวะเงินเฟ้อที่จะเพิ่มรายจ่ายในทุกๆปีสำหรับค่าครองชีพซึ่งก็ต้องวางแผนในส่วนนี้ด้วย”

แนะเริ่มเก็บเงินตั้งแต่อายุ30ปี

ขณะที่สุทธิราภร กล่าวเสริมว่า “ตัวฉันเองมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่จำเป็นร่วม 5 หมื่นบาท พอมานั่งคำนวนดูแล้ว ต้องหาเงินอีกเป็นล้านเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณจนกว่าจะเสียชีวิต นั่นแหละคือการที่เริ่มวางแผนการเงินให้กับตัวเองว่าจะใช้อะไร อะไรไม่จำเป็นก็ต้องตัดทิ้ง ใช้เท่าที่จำเป็น”

ธนาวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า “ทั้งนั้นทั้งนี้ก็อยู่ที่แต่ละอัตภาพของแต่ละบุคคล ลองหันมาดูว่าแต่ละเดือนเราใช้เงินเท่าไร แล้วพยายามตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออก คิดต่อไปว่าแต่ละเดือนรายจ่ายที่เราจำเป็นต้องใช้ คิดเป็นมูลค่าเท่าไร”

“สรุปออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนเผื่อไว้นิดหน่อยก็ดี และรู้จักวางแผนในระยะยาว ให้คิดเสมอว่าเราจะเสียชีวิตตอนอายุ 100 ปี มันจะเป็นตัวกระตุ้นว่าเรายังต้องเก็บเงินเพื่อใช้จนถึงอายุเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อตัวเองในเรื่องวินัยการเงิน”

“พยายามเก็บเงินให้พอใช้จนถึงอายุ 100 ปี และรู้จักนำเงินออมไปลงทุนต่อยอดหลังเกษียณเพื่อให้มีรายได้เข้ามาจุนเจือชีวิต เช่นการเล่นหุ้นกู้ เป็นต้น เราต้องหันมาเก็บเงินกันเร็วๆ ผลวิจัยบอกว่าถ้าเริ่มเก็บเงินตอนอายุ 50 ต่อให้จะเก็บครึ่งหนึ่งของเงินเดือนยังไงก็ไม่สามารถเก็บเงินทัน”

“แต่ถ้าเริ่มเก็บตั้งแต่อายุ 30 หรือน้อยกว่านั้น มันเป็นผลดีต่อชีวิตเพราะหากนำเงินไปลงทุนและขาดทุนก็ยังมีเวลาที่จะหาเงินก้อนใหม่มาลงทุน หรือยังพอมีแรงที่จะทำงานเก็บเงินใหม่”