Home ทิศทางเศรษฐกิจ วิกฤตสงครามการค้าเป็นโอกาสลงทุนหุ้นต่างประเทศในกลุ่มเมกะเทรนด์

วิกฤตสงครามการค้าเป็นโอกาสลงทุนหุ้นต่างประเทศในกลุ่มเมกะเทรนด์

387
0
SHARE

แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง แต่มุมมองของนักลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุนในตลาดโลกมายาวนานอย่างธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจในการลงทุน จากการที่มีหุ้นเติบโตในกลุ่มเทคโนโลยีและเมกะเทรนด์ จดทะเบียนให้เลือกลงทุนจำนวนมาก แนะลงทุนหุ้นที่ P/E ยังไม่สูง

นายธำรงชัย เอกอมรวงศ์ นักลงทุนผู้มีประสบการณ์การลงทุนมายาวนานกว่า 10 ปี ทั้งในตลาดหุ้นไทยและตลาดโลกเปิดเผยว่า แม้ผลกระทบจากสงครามการค้าที่ยกระดับกลายเป็นสงครามค่าเงินจะทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลักของสหรัฐฯทั้ง Dow Jones, S&P500 รวมถึง NASDAQ ปรับตัวลดลงหลังทั้งสามตลาดสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ (All Time High) ได้สำเร็จ แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯยังคงมีความน่าสนใจในการลงทุนอยู่ โดยเฉพาะหุ้นที่มีพื้นฐานดีและเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในกลุ่มเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Facebook Google Netflix Amazon ฯลฯ

บริษัทเหล่านี้มีผลกำไรที่เติบโตได้ต่อเนื่องสามารถเลือกลงทุนเป็นรายตัวได้ หากราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากภาพรวมของตลาด ทั้งนี้ต้องพิจารณาเป็นรายตัวว่ามีบริษัทใดที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและจีนหรือไม่ ทั้งด้านเทคโนโลยีรวมถึงค่าเงิน

   นอกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีแล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐฯยังเป็นแหล่งระดมทุนของหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูงและยากที่จะลงทุนได้ผ่านตลาดอื่น เช่น ธุรกิจกัญชาในเชิงการแพทย์ อย่างเช่น Canopy Growth ก็สามารถลงทุนได้ผ่านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแล้วหลายร้อยเปอร์เซ็นต์

รวมถึงธุรกิจทางด้านอาหารอย่างบริษัทบียอนด์มีท (Beyond Meat) ที่สามารถผลิตโปรตีนอย่างเช่นเนื้อสัตว์ได้จากพืชผัก ล่าสุดเข้าจดทะเบียนในตลาด NASDAQ สร้างสถิติราคาเปิดตัวสูงถึง 163% ไม่นับบริษัทดีๆ จากจีนหรือทั่วโลกที่ต่างเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ นี่เป็นเสน่ห์ที่ตลาดอื่นยากที่จะทำได้ใกล้เคียง

ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์คและตลาด NASDAQ ซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับหนึ่งและสองของโลก มีมูลค่ารวมกันประมาณ 26,000 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของตลาดหุ้นทั่วโลก เงินทั่วโลกจึงไหลเข้ามาลงทุนในตลาดนี้ และยังมีทางเลือกมากมายในกิจการชั้นดี แบรนด์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกและมีอัตราการเติบโตที่สูง

ทั้งนี้หลักเกณฑ์การเลือกหุ้นที่จะลงทุนต้องพิจารณาเป็นรายบริษัท เน้นหุ้นที่ค่า P/E ยังไม่สูงเกินค่าเฉลี่ยในอดีตมากนัก เพราะสำหรับหุ้น Growth Stock หากกำไรสุทธิเติบโตลดลง นักลงทุนจะเกิดความผิดหวังและเทขายออกมาอย่างหนัก อีกทั้งดัชนี Dow Jones,S&P500 รวมถึง NASDAQ ต่างสร้างสถิติสูงสุดใหม่ไปแล้ว ต้องจับตาดูต่อไปว่ามูลค่าเต็มแล้วหรือยังเติบโตต่อไปได้