Home คอลัมนิสต์ วีระ ธีรภัทร ‘เวลา’ คือการเปลี่ยนแปลง

‘เวลา’ คือการเปลี่ยนแปลง

3692
0
SHARE

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ใครพูด แต่คนที่ว่านั้นบอกว่า “เวลาคือการเปลี่ยนแปลง”

สิ่งที่เราเห็นนั้นไม่ใช่เวลา แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ตัวเราและทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา ฟังดูน่าสนใจนะครับ แต่มันมาเกี่ยวอะไรกับเรื่อง “เกษียณอายุและชราภาพ” และเรื่อง “ปัญญา” ที่เรากำลังคุยกันอยู่

ขออนุญาตอธิบายความอย่างนี้ก็แล้วกัน

ผมต้องบอกก่อนว่า เมื่อคนเราเข้าสู่วัยเกษียณอายุและชราภาพ นั่นเท่ากับว่าเราได้ผ่านเวลาและได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมาเป็นอันมากแล้ว

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คนเราจะมีปัญญางอกเงยขึ้นตามกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบอัตโนมัตินะครับ ใครไม่ฝึกไม่สะสม แม้เวลาจะผ่านไปก็ยังจมปลักกับการไม่มีปัญญาและมีสภาพหมดปัญญาเวลาเจอปัญหาทุกที

ปัญหากับปัญญา นี่ต่างกันแค่ “ห” กับ “” เท่านั้นเอง

ถ้าสลับที่กันได้ จบเลยครับ

อย่างที่ผมบอกก่อนหน้านี้ ว่ากันง่ายๆ ก็คือ การมีปัญญา ก็คือ การรู้และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และรู้ว่าจะบริหารจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในทางดีและทางร้ายยังไง ?

แน่นอนว่าเมื่อเราล่วงเลยมาจนถึงวัยนี้ ถ้าหากยังไม่มีปัญญามองเห็นว่า อะไรเป็นอะไรและจะเป็นอะไรต่อไปก็เป็นเรื่องยากในการจะอยู่อย่างเข้าท่าเข้าทางแล้วครับ

เราต้องรู้ว่า “เวลา” ที่เราเหลืออยู่นับจากนี้ น้อยกว่าเวลาที่เราผ่านมาเป็นอันมาก

คนเราเมื่ออายุหกสิบปีบริบูรณ์แบบผม ถึงจะเชื่อมั่นในการดูแลสุขภาพของตัวเองดียังไง? มีทรัพย์มีอำนาจมากแค่ไหน? แต่เราก็มีเวลาจะอยู่ต่อไปน้อยกว่าเวลาที่เราอยู่มาอย่างแน่นอน

ตรงนี้เป็นเรื่องที่เป็นความจริงตรงหน้าเห็นเองได้ที่เราต้องยอมรับและตระหนักรู้ว่ามันเป็นเช่นนั้น

ตถตา อย่างที่ชอบเอามาพูดกันเท่ๆ แต่รู้และเข้าใจขนาดไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง?

เราต้องรู้ว่า ไม่ว่าเราจะบริหารจัดการดียังไง? พละอินทรีย์ของเราก็มีแต่เสื่อมถอยลงไปตามลำดับ

วันนี้ถึงผมออกจะแนวธรรมะอิงพระใกล้วัดสักหน่อย ก็ขอให้เข้าใจว่า ถ้าหากพูดอะไรที่เป็นเรื่องนามธรรมแบบนี้ ต้องอิงพระอิงเจ้าไว้ เพราะคนพวกนี้เค้าเอาใจใส่จริงจังมากกว่าเรา ดัดแปลงชีวิตและกิจกรรมมากกว่าคฤหัสถ์ปุถุชนแบบคุณแบบผมเป็นอันมาก

นี่ผมหมายถึงบรรดาบรรพชิตที่เป็นของแท้ของจริงนะครับ

แต่ถ้าหากถามผมว่า “ปัญญา” ที่ผมพูดถึงโดยสัมพันธ์กับทรัพย์ อำนาจ และสุขภาพนั่น โดยเนื้อหาสาระแล้วมันคืออะไร โดยองค์ประกอบที่จัดวางแล้วสมดุลจะทำให้เกิดอะไรขึ้น?

สุข ครับ ความสุข ครับ

ถ้าหากเราบริหารจัดการทรัพย์ อำนาจและสุขภาพได้อย่างเหมาะสมลงตัวได้มากเท่าไร ความสุขก็จะบังเกิดมากขึ้นเท่านั้น นี่ก็เป็นอีกแดนหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดกันในวาระโอกาสนี้ครับ

ผมคิดว่าหลายคนคงคิดเหมือนผม คือ อยากเป็นคนแก่ที่มีความสุข จะสุขแบบไหนยังไง สุขตามอัตภาพด้วยความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เป้าหมายของคนเรา ว่ากันให้ถึงที่สุดก็คืออยากมี “ความสุข” ครับ

ไม่ว่าคุณจะนิยามความสุขในแง่ไหนยังไง เอาตื้นเอาลึกขนาดไหน แต่ถ้าหากสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นกิจกรรมหลักๆ ของคนเรา ก็มีเป้าหมายนำตัวเองเข้าไปหาความสุข ได้เสพสุขเป็นสำคัญ

ทรัพย์ก็ทำให้เป็นสุขได้ ทั้งการหา การเก็บรักษาชื่นชม และแน่นอนการจับจ่ายใช้สอยเพื่อบำรุงบำเรอตัวเอง

อำนาจก็ทำให้เป็นสุขได้ เพราะนี่คือการสามารถบังคับให้คนอื่นทำตามความต้องการของเราได้ในระดับต่างๆ จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามที

สุขภาพนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ ใครไม่เจ็บป่วยทุกข์ทรมานโดยเฉพาะจากทางด้านร่างกาย ไม่มีโรคาพยาธิเบียดเบียนมากต้องถือว่ายอดเยี่ยม

แต่ถ้าหากไม่มี “ปัญญา” มาเป็นตัวคุมอีกชั้นหนึ่ง ทรัพย์ที่มีก็หมด อำนาจที่มีก็เสื่อมถอย สุขภาพก็อาจจะกลายเป็นทุกขภาพไปได้ และที่สำคัญ  ไม่มีไม่ได้ความสุขอันเป็นเป้าหมายของการจัดสัดส่วนองค์ประกอบอย่างน้อย 4 เรื่องที่ผมรวบเอามาไว้ในหมวดเดียวกันเพื่อจะได้มีตัวอ้างอิงชี้วัดชัดเจน

ในระยะหลัง เมื่อผมปลีกตัวจากการงานประจำได้มากขึ้นตามลำดับ มีเวลาเจอะเจอกับญาติโกโหติกา พรรคพวกเพื่อนฝูง มีโอกาสได้สนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น

ผมเห็นความสดใสร่าเริง สุขง่ายทุกข์ยากของชีวิตในวัยเด็กวัยเยาว์

ผมเห็นความมุ่งมั่นจะไปให้ถึงทำให้ได้ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ แม้จะมีความเครียดความหวั่นไหววิตกแฝงเร้นอยู่ ของคนรุ่นลูกที่อยู่ในวัยกำลังทำงานทำการสร้างฐานะให้ตัวเองและครอบครัว

ในเวลาเดียวกัน ผมก็เห็นความโรยรา ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าของคนในรุ่นเดียวกับผมและคนที่ล่วงหน้าไปแล้วจำนวนหนึ่ง

ใครก็ไม่รู้เคยพูดเอาไว้ ผมจำขี้ปากเค้าได้ประมาณว่า คนเราสุขเหมือนกัน แต่ทุกข์ต่างกันไป ดูแล้วก็เห็นจริงตามนั้น

อะไรต่อมิอะไรที่พยายามจะทบทวนครุ่นคิดมาตามลำดับนี้ น่าจะเรียกว่าเป็นปัญญาระดับอ่อนๆก็คงพอได้ครับแต่เรื่องที่สำคัญที่สุดในประเด็นนี้ก็คือ “ปัญญา” จะมีจะเกิดได้ เป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องขวนขวายเองครับ มันไม่สามารถโหลดจากคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่ง เหมือนกับโหลดข้อมูลในคอมพิวเตอร์ได้

ตรงนี้แหละที่ทำให้มันยากที่จะทำให้เกิดขึ้นให้มีขึ้นในแต่ละคน ความไม่เสนอภาคความแตกต่างของคนในท้ายที่สุดก็อยู่ที่ตรงนี้

เราทุกคนต้องผ่านการเรียนรู้จากคนอื่น (ปรโตโฆสะ) และการครุ่นคิดไตร่ตรองอย่างจริงจังของเรา(โยนิโสมนสิการ) ผ่านการอบรมบ่มเพาะฝึกตนอย่างจริงจังถึงจะเกิดปัญญาอย่างที่เราต้องการ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล

ป.ล.นี่คือหนังสือเล่มหนึ่งเป็นปรโตโฆสะอย่างหนึ่งที่คนในวัยเกษียณอายุแล้วชราภาพควรอ่านอย่างยิ่ง จะมากหรือน้อยล้วนได้ประโยชน์ เวลาผมขบเรื่องไหนไม่แตกไม่ทะลุ ก็จะอาศัยการอรรถาธิบายในแง่มุมต่างๆจากหนังสือเล่มนี่ช่วยอยู่เป็นประจำครับ อ่านยากแน่นอนแต่รับรองว่าดีมากครับ