Home ลงทุน หุ้น ชี้เกณฑ์กำกับเงินดิจิทัล’ล้าหลัง’ ฉุดไทยตกกระแสเทคโนโลยี

ชี้เกณฑ์กำกับเงินดิจิทัล’ล้าหลัง’ ฉุดไทยตกกระแสเทคโนโลยี

2591
0
SHARE

รัฐบาลตื่นตัวกับกระแสสินทรัพย์ดิจิทัล จากการออกมาตรการควบคุมและดูแลการทำธุรกรรม แต่แวดวง’คริปโต เคอร์เรนซี’ เห็นว่าเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ แม้ป้องกันผลกระทบ แต่ทำให้ไทยเสียโอกาสกับการพัฒนา เรียกร้องให้ภาครัฐเปิดใจกว้างกับการเปลี่ยนแปลง 

จากกระแสสกุลเงินดิจิทัล จนทำให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) กำลังจะประกาศหลักเกณฑ์ในการดูแล ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สำหรับประเทศไทย

สมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย และไอโครา(ICORA) จัดอบรมหลักสูตร Cryptoasset Revolution [CAR] (คริปโตแอสเซท เรโวลูชั่น) หรือ คาร์ หลักสูตรให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องด้านการลงทุน Crypto Currency (คริปโต เคอร์เรนซี) และ การระดมทุนผ่านโทเค็นดิจิทัล (ICO) แบบครบวงจร โดยลงทะเบียนเกินเป้าหมาย จากเดิมที่ประกาศรับเพียง 50 คน แต่มีคนเข้าร่วมลงทุนเข้าอบรมกว่า 60 คน

money2know

การอบรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งให้ความรู้และความเข้าใจแก่กลุ่มนักลงทุน ผู้ประกอบการ และบุคลากรในสถาบันต่างๆ เพื่อเป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย ให้สามารถก้าวทันภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจและการลงทุนแบบดิจิทัล ซึ่งไร้ขีดจำกัด รวมถึงสามารถวิเคราะห์โอกาส ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการลงทุนผ่านโทเค็น รวมถึงการแลกเปลี่ยนเครือข่ายการทำธุรกิจระหว่างผู้เรียน

หลักสูตร Cryptoasset Revolution [CAR] มีวิทยากรผู้คร่ำหวอดด้านการลงทุนใน Crypto Economy (คริปโต อีโคโนมี) ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร่วมด้วย รวมทั้ง นักลงทุน นักการเมือง นักธุรกิจ นักข่าว และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐอย่าง ก.ล.ต. กระทรวงดิจิทัล ซึ่งสะท้อนถึงความตื่นตัวเรื่องคริปโตเคอร์เรนซี

กรณ์ จาติกวณิช ประธานสมาคมฟินเทคประเทศไทย บรรยายพิเศษ ในหัวข้อ Crypto ICO “The Future of Financial world” ว่าวิธีลดความหวาดกลัวที่ดีที่สุดคือให้ความรู้ ทำความเข้าใจเรื่องคริปโตเคอเรนซี โดยหลักสูตร “คริปโตแอสเซท เรโวลูชั่น” ออกแบบมาให้ความรู้จากฐานราก ครบ 11 คอร์ส ทุกคนจะมีความรู้จนสามารถที่จะเป็นผู้บรรยายได้

กรณ์ กล่าวว่า 5 เทคโนโลยีหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกการเงิน ประกอบด้วย

Machince learning หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่คาดว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน เนื่องจากจะสามารถทำหน้าที่หลายอย่างได้แม่นยำกว่ามนุษย์ โดยในอนาคต จะใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการประเมินเครดิต ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินของประชาชนทั่วไปที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งเกิดผลดีทั้งต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้รับบริการด้วย

Chatbot หุ่นยนต์ตอบโต้อัตโนมัติ ที่ทำหน้าที่เหมือนเลขาฯ เช่น โทรไปจองโต๊ะร้านอาหาร โดยที่คนที่รับสายไม่ทราบว่าคุยกับแชทบอท เนื่องจากมีทักษะในการตอบโต้ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์จะลดพนักงานในส่วนนี้ลง เนื่องจากว่าแชทบอทจะช่วยบริการลูกค้าได้ดี และแม่นยำมากขึ้น

Blockchain ลดภาระการต้นทุนระหว่างประเทศ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในหลายมิติ มีความแม่นยำ โปร่งใส

IOT (Internet of things) ในอนาคตจะมีสิ่งต่างๆ 6-8 หมื่นล้านชิ้น ที่จะเชื่อมโยงกันและกันด้วยอินเตอร์เน็ต จะทำให้มีข้อมูลของสิ่งของแต่ละสิ่งมากขึ้น สั่งการได้ง่าย เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น

Cryptocurrency เป็นเรื่องที่จะเข้าเปลี่ยนเป็นโลกถ้ามีพัฒนาการที่ทุกคนจะเข้าถึงได้โดยง่าย

กรณ์ กล่าวถึงการออกเกณฑ์กำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Cryptocurrency และการออก ICO ของก.ล.ต.เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่าเป็นกติกาที่นำไปสู่การปฏิบัติได้ เมื่อเห็นกระบวนการที่ออกมา ต้องมีกระบวนการในการแลกเปลี่ยนและปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมต่อไปในอนาคต

“ส่วนที่เป็นกังวลมากกว่าภาษี ซึ่งกำลังรอความชัดเจนในส่วนนี้ คือภาษีที่จัดเก็บจากผู้ลงทุนกรณีที่ออกไอซีโอ แล้วก็ภาษีที่จัดเก็บจากการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี”

เมื่อเปรียบเทียบกับการระดมทุนแบบ IPO หรือการออกหุ้น การระดมทุน ถือว่าเป็นทุน จึงไม่เสียภาษี แต่หากทางกรมสรรพากรมองว่าการระดมทุนผ่านไอซีโอคือรายได้ จะทำให้หลายบริษัทที่มีโอกาส จะไประดมทุนผ่านไอซีโอในประเทศอื่น ที่ไม่มีภาระภาษีแทน

ส่วนในเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม(Vat) สามารถเปรียบเทียบได้กับการซื้อขายหุ้น มีภาษีในส่วนของค่าคอมมิชชั่นเท่านั้น ประมาณ 0.2,0.3 หรือ 0.1% ของมูลค่าการซื้อขายโดยรวม ซึ่ง 7% ของมูลค่าเหล่านี้ถือว่าน้อยมาก ในขณะที่กรณีไอซีโอ ถ้ากรมสรรพากรตั้งใจจะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าของตัวคริปโตฯเอง จะทำให้ไม่มีใครซื้อขายคริปโต ให้เกิดการแลกเปลี่ยนซื้อขายในไทย จะไปซื้อขายในต่างประเทศหมด

money2know

กรณ์ กล่าวว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ห้ามธนาคารพาณิชย์เข้าไปมีส่วนในการซื้อขายคริปโตฯ ส่วนตัวรู้สึกเสียดายโอกาส อยากให้ผสมผสานระหว่างความเป็นมืออาชีพ และความน่าเชือถือของธนาคาร ในแง่ของความปลอดภัยในเทคโนโลยีใหม่ ถ้าธนาคารพาณิชย์ของไทยเปิดวอลเลท อยากให้ธนาคารพาณชิย์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับคริปโตฯได้ และภาครัฐมีความใจกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้าน การดี เลียวไพโรจน์ ซีอีโอ ICORA แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกับเกณฑ์กำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลว่า ไม่ควรจะมองว่า ICO เป็นแค่การะดมทุนเท่านั้น แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีให้คนทั่วไปมีส่วนร่วมกับบิสซิเนสโมเดล มีส่วนร่วมกับการระดมทุนอย่างแพร่หลายและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

มองว่าภาครัฐอาจจะยังมองไม่เห็นถึงความสำคัญเท่าที่ควร มองไปในระยะสั้น เรื่องของการฟอกเงินและมองในมิติของปัญหาเก่า ส่วน พ.ร.ก.ที่ออกมามองว่าไม่ใช่การปลดล็อค เพราะยังมองในมุมมองแบบเก่า คือนำแบบ IPO แต่เอามาใช้กับ ICO

“วิธีคิดแบบนี้ผิดวัตถุประสงค์อย่างยิ่งในการที่จะพัฒนา ไทยแลนด์ 4.0 โดยมองว่า การออกกฏหมายนี้มาประเทศชาติไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ความเสียหายน้อยแน่นอนเพราะความเสียหายจะไม่เกิดในไทย แต่ว่าเราก็จะไม่ได้ประโยชน์เหมือนกัน”

การดี กล่าวอีกว่าจะมีการเสนอในประเด็นเหล่านี้ในที่ประชุมกับทาง ก.ล.ต. ในการอบรมครั้งนี้ด้วย